เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศกร้าวว่า “ญี่ปุ่นจงมองประวัติศาสตร์ตามความเป็นจริงซะ” ในคดี “ผู้หญิงปลอบขวัญ”

Last updated:

“คำพิพากษาคือ ให้จำเลยชดใช้เงินให้แก่โจทก์คนละ 100 ล้านวอน (ประมาณ 9.5 ล้านเยน=ประมาณ 2.75 ล้านบาท)”

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2564 เวลา 10.00 น. ผู้พิพากษาคิมจองกอนแห่งศาลแขวงกลางกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ได้มีคำพิพากษาดังกล่าว โดยโจทก์คือผู้หญิงเกาหลี 12 คน (รวมถึงครอบครัวที่วายชนม์) ซึ่งเคยเป็น “ผู้หญิงปลอบขวัญ” สำหรับทหารญี่ปุ่น และจำเลยคือรัฐบาลญี่ปุ่น

เนื่องจากคำพิพากษายอมให้มีการบังคับคดีได้ โจทก์จึงสามารถยื่นคำร้องขออายัดทรัพย์สินของรัฐบาลญี่ปุ่นในเกาหลีใต้ เช่นรถยนต์และเครื่องใช้อื่นๆ ที่สถานทูตญี่ปุ่นถือกรรมสิทธิ์ และในบางกรณีอาจอายัดได้แม้แต่ที่พักของเจ้าหน้าที่สถานทูต หากทำการอายัดจริง ความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-เกาหลีจะต้องขาดสะบั้น

เหตุใดศาลเกาหลีจึงสั่งให้รัฐบาลญี่ปุ่นจ่ายเงินชดเชยอย่างไม่เคยมีมาก่อนเช่นนี้?

“คดีนี้เป็นการกระทำที่ขัดต่อมนุษยธรรมอย่างเป็นระบบและบังคับใช้อย่างกว้างขวาง และแม้ว่าจะเป็นการกระทำอันเกี่ยวกับอธิปไตยของชาติ ก็ไม่สามารถนำเอา “ความคุ้มกันอธิปไตย” มาบังคับใช้ได้”

ความคุ้มกันอธิปไตย (主権免除 = sovereign immunity) คือจารีตประเพณีทางกฎหมายระหว่างประเทศที่ว่า ประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยไม่อาจตกเป็นจำเลยในการไต่สวนโดยต่างชาติได้ จารีตดังกล่าวเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากแนวคิดที่ว่า “อำนาจอธิปไตย” มีความเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นประเทศเล็กหรือใหญ่ และรัฐบาลของประเทศใดๆ ก็ไม่ต้องยอมตามคำพิพากษาของประเทศอื่น รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้เข้าร่วมในการพิจารณาคดีเนื่องจากเหตุผลด้าน “ความคุ้มกันอธิปไตย” และแจ้งรัฐบาลเกาหลีว่าความคุ้มกันอธิปไตยจะต้องถูกบังคับใช้และรัฐบาลเกาหลีจะต้องยกเลิกการฟ้องร้อง แต่ทว่าผู้พิพากษาปฏิเสธการบังคับใช้ “ความคุ้มกันอธิปไตย” ดังกล่าว

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตอบโต้รัฐบาลเกาหลีทันทีว่า “เป็นเรื่องน่าเสียใจอย่างยิ่งที่ (ศาลยุติธรรมของเกาหลี) ปฏิเสธ “ความคุ้มกันอธิปไตย” อันเป็นจารีตทางกฎหมายระหว่างประเทศ และยอมรับคำฟ้องของโจทก์” ยิ่งไปกว่านั้นยังกล่าวว่า “ปัญหาเรื่องทรัพย์สินและการฟ้องร้องระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวมถึงปัญหาเรื่องผู้หญิงปลอบขวัญ ได้รับการแก้ไขแล้ว อย่างสมบูรณ์และเป็นที่สุด โดยอาศัยข้อตกลงการเรียกร้องสิทธิและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลีปี พ.ศ. 2508” นอกจากนี้ เกี่ยวกับปัญหาเรื่องผู้หญิงปลอบขวัญนั้น ในข้อตกลงระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลีในปี พ.ศ. 2558 รัฐบาลของทั้งสองประเทศ “ได้ยืนยันแล้วซึ่งทางแก้ปัญหาอันถือเป็นที่สุดและย้อนกลับมิได้”

ฉะนั้น จึงวอนขอให้รัฐบาลเกาหลีใต้ ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหา “การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ”

เป็นการตัดสินคดีด้วยอคติหรือไม่?

รัฐธรรมนูญของเกาหลีมีเนื้อหาที่รับรองความเป็นอิสระของผู้พิพากษา และการไม่กดดันผู้พิพากษาอย่างไม่เป็นธรรม แต่เกาหลีใต้นั้นมีแนวคิดต่อต้านญี่ปุ่นที่ฝังรากลึกในสังคมเกาหลี และด้วยแรงกดดันอย่างเปิดเผยจากสมาชิกรัฐสภาที่มีต่อฝ่ายตุลาการ บวกกับกระแสความคิดของสาธารณชนคนหมู่มาก จึงเป็นเรื่องยากที่ผู้พิพากษาจะตัดสินให้ “ญี่ปุ่นชนะคดี”

นางพัก กึนฮเย
นางพัก กึนฮเย

ในช่วงแรกของการพิจารณาคดีนี้ ประธานศาลฎีกาของเกาหลีใต้ภายใต้รัฐบาลของนางพัก กึนฮเย นั้นรู้ดีว่า “มันเป็นคดีที่ยากเพราะมีเรื่องจำพวก ความคุ้มกันอธิปไตย การกระทำของรัฐ (act of state) ข้อตกลงญี่ปุ่น-เกาหลีเรื่องผู้หญิงปลอบขวัญ อายุความและอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง” จึงได้จัดทำรายงานว่า “มีที่ว่างเพียงเล็กน้อยสำหรับขอบเขตอำนาจศาล (ศาลเกาหลี) เมื่อคำนึงถึงแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือที่มีต่อต่างประเทศ เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะตัดสินว่า สิทธิในการเรียกร้อง (ค่าชดเชย) ของผู้หญิงปลอบขวัญนั้น ได้สูญไปแล้ว” อย่างไรก็ตาม รายงานนี้จัดทำเพื่อ “ส่งมอบแก่รัฐบาล” และขณะนี้ประธานศาลฎีกาของเกาหลีคนดังกล่าวตกเป็นจำเลยในคดีอาญา รัฐบาลสมัยปัจจุบันกำลังโจมตีฝ่ายอนุรักษ์นิยมยุครัฐบาลของนางพัค กึนฮเยจนถึงที่สุดอย่างไม่ลดละ และเรื่องที่ว่ามีรายงานว่าญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะคดีในสมัยของรัฐบาลฝ่ายอนุรักษ์นิยมนั้น อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินคดีของผู้พิพากษาในครั้งนี้ก็ได้

ความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-เกาหลีจะเป็นอย่างไรต่อไป?

รัฐบาลเกาหลีใต้ซึ่งได้รับการประท้วงอย่างรุนแรงจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้กล่าวว่า รัฐบาลเกาหลีใต้นั้น “เคารพคำพิพากษาของศาล” แต่ “ยังจำไว้ว่าข้อตกลงญี่ปุ่น-เกาหลีในปี พ.ศ. 2558 นั้นเป็นข้อตกลงอย่างเป็นทางการ” และ “ยังมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกันต่อไปอย่างสร้างสรรค์และมุ่งไปยังอนาคต”

ประธานาธิบดีมูน แจอิน
ประธานาธิบดีมูน แจอิน

อย่างไรก็ตาม โฆษกของพรรคร่วมรัฐบาลที่สนับสนุนประธานาธิบดีมุน แจอิน ได้กล่าวตอบโต้การประท้วงของญี่ปุ่นว่า “เราไม่อาจปกปิดความรู้สึกผิดหวังต่อรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งยังคงบิดเบือนประวัติศาสตร์อยู่ได้” “เราหวังว่ารัฐบาลญี่ปุ่นซึ่งยังคง “เอาแต่น้ำใจตนเป็นใหญ่” อยู่เสมอมา จะถือเอาการตัดสินคดีครั้งนี้เป็นโอกาสในการมองประวัติศาสตร์ตามความเป็นจริง”

ในเกาหลีใต้ การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีของกรุงโซลและปูซานซึ่งจะเป็นการโหมโรงไปสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้าที่จะมีขึ้นในเดือนเมษายนนี้ ถึงแม้รัฐบาลเกาหลีใต้จะบอกว่า จะพยายามจัดการความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แต่การโต้เถียงอย่างหนักหน่วงก็ยังคงเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง นอกจากนี้รัฐบาลเกาหลียังอยู่ในสถานะที่จะคงจุดยืนในการ “ไม่แทรกแซงศาลยุติธรรม” และ “เคารพศาล” ดังนั้นจึงไม่อาจคาดหวังว่าจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาจากรัฐบาลเกาหลีใต้ในตอนนี้

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นซึ่งไม่ได้เข้าร่วมในการพิจารณาคดี ได้ระบุว่า จะไม่อุทธรณ์ และการตัดสินจะถือเป็นที่สุดในอีกสองสัปดาห์ให้หลัง การอายัดทรัพย์สินของรัฐบาลญี่ปุ่นซึ่งจะทำลายความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-เกาหลีอาจกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของญี่ปุ่น-เกาหลี (ใต้) นั้น ก็วนเวียนอยู่กับการขุดเรื่องเก่าสมัยสงครามมาประณาม-เรียกร้องเอาค่าเสียหาย-จ่ายเงิน-จูบปากกัน (เมื่อต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งคู่) แล้วก็วนไปเช่นนี้ พูดอีกอย่างคือ ที่ผ่านมา “ญี่ปุ่นยอมจ่ายเพื่อหวังว่าจะจบ แต่เกาหลีใต้ไม่เคยยอมจบ” เหตุการณ์คราวนี้เราๆ ท่านๆ ก็สมควรจะดูกันต่อไป ว่าเกาหลีใต้จะกล้าทำอย่างว่าจริงไหม? หรือจะวนมาประนีประนอมยอมจูบปากกับญี่ปุ่นเพื่อผลประโยชน์กันต่อ?

สรุปเนื้อหาจาก news.yahoo.jp
ภาพ zh.wikipedia, ko.wikipedia, ja.wikipedia
ผู้เขียน  TU KeiZai-man