รัฐบาลญี่ปุ่นออกนโยบายช่วยเหลือในภาวะ COVID-19 ระบาดด้วยบัตรแลกซื้อวากิว?

ณ สถานการณ์ปัจจุบันที่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือ COVID-19 กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกและรัฐบาลในแต่ละประเทศได้ออกมาตรการ Social Distancing และขอให้ประชาชนหยุดงานหรือ Work From Home ซึ่งในการหยุดงานที่ถือเป็นการเสียรายได้นั้น รัฐบาลประเทศต่างๆ ได้มีการให้เงินชดเชย เช่นตามข้อมูลด้านล่างนี้

เงินชดเชยค่าครองชีพแก่ผู้ใช้แรงงานในแต่ละประเทศ (ข้อมูลจาก NOBORDER)

เกาหลีใต้                ชำระด้วยเงินสด (25,560 THB)

สหรัฐอเมริกา         ชำระด้วยเงินสด (33,000 THB)

ฮ่องกง                     ชำระด้วยเงินสด (42,100 THB)

สิงคโปร์                  ชำระด้วยเงินสด (72,170 THB)

อิตาลี                      ชำระด้วยเงินสด (90,200 THB)

เยอรมนี                 ชดเชยช่วงพักงาน (60% ของค่าแรง)

เดนมาร์ก                ชดเชยช่วงพักงาน (75% ของค่าแรง)

อังกฤษ                   ชดเชยช่วงพักงาน (80% ของค่าแรง)

ฝรั่งเศส                   ชดเชยช่วงพักงาน (100% ของค่าแรง)

สเปน                       ชดเชยช่วงพักงาน (100% ของค่าแรง)

ญี่ปุ่น                       บัตรแลกซื้อสินค้า (เนื้อวัววากิวและเนื้อปลา)

สำหรับประเทศญี่ปุ่นนั้น หนึ่งในนโยบายพยุง GDP ของประเทศและช่วยเหลือประชาชนที่ต้องหยุดงานในภาวะนี้ คือบัตรแลกซื้อเนื้อวัววากิวและเนื้อปลา ซึ่งเป็นนโยบายจากพรรคจิมินโต (自民党) โดยบัตรแลกซื้อจะถูกแจกเป็นเวลา 3 เดือน ในช่วงเวลานี้ ประชาชนสามารถนำบัตรไปแลกซื้อเนื้อวัววากิวคุณภาพดีได้ในปริมาณ 300-400 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับเลี้ยงครอบครัว 4 คนหนึ่งมื้อ สำหรับเนื้อปลานั้น ประชาชนสามารถนำไปแลกซื้อเนื้อปลาสำหรับทำซาชิมิได้

อย่างไรก็ตาม ในโซเชียลมีเดียก็มีประชาชนคนญี่ปุ่นที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว และในภาวะการระบาดของ COVID-19 นี้ ร้านค้าที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีเพียงร้านเนื้อและร้านปลาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงร้านค้าอื่นๆ ซึ่ง ณ ตอนนี้มีรายได้น้อยลงถึง 30%

ในทางกลับกัน เมื่อสำนักข่าว FNN ได้ลองลงพื้นที่สัมภาษณ์ประชาชนถึงสินค้าที่ต้องการดู คำตอบที่ได้มีเช่น หน้ากากอนามัย ข้าวสาร หรือได้รับการชดเชยเป็นเงินสดเพื่อนำไปบริหารและซื้อของจำเป็นอื่นๆ แทน โดยเฉพาะการได้รับเงินชดเชยนั้นเป็นสิ่งที่ประชาชนแสดงความเห็นว่าจำเป็นมากกว่า

นอกจากนี้ ในการออกบัตรแลกซื้อสินค้านั้นยังมีค่าใช้จ่ายในการจัดทำ เช่นค่าสินค้า ค่าจัดพิมพ์บัตร และค่าดำเนินการของหน่วยงานราชการ นโยบายนี้จึงเป็นที่ถกเถียงกันทั้งในกลุ่มประชาชนและภาครัฐ ณ ขณะนี้

สรุปเนื้อหาจาก NOBORDER