ที่ญี่ปุ่นมีคนเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนกว่า 1,200 คน แต่ “ไม่มีใครตายเพราะวัคซีน?”

Last updated:

สวัสดีครับ ในขณะที่เมืองไทยตามเว็บข่าวต่างๆ มีข่าวปรากฏว่ามีคนตายหลังวัคซีนโดยมีอาการต่างๆ นานา บ้างก็เป็นเจ้าหญิงนิทราก่อนตาย บ้างก็นอนน้ำลายฟูมปากข้างเถียงนา ล่าสุดมีนักศึกษาสาวที่พังงาฉีดไขว้เข็มสอง ปรากฏว่าเส้นเลือดอุดตันจนต้องตัดขาทิ้ง สุดท้ายเป็นเส้นเลือดในสมองแตกตาย

ส่วนที่ญี่ปุ่นนั้น ตัวเลข ณ วันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมาคือ มีผู้เสียชีวิต 1,255 รายหลังการฉีดวัคซีน แต่ทว่า เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นนั้นกลับตอบคำถามที่ว่า “จริงหรือไม่ที่หลายคนเสียชีวิตจากวัคซีนโควิด” ด้วยคำตอบว่า “ไม่มีกรณีใดที่ถูกตัดสินว่ามีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุกับการฉีดวัคซีน” (พูดง่ายๆ แปลญี่ปุ่นเป็นไทยแล้วแปลไทยเป็นไทยอีกทีคือ “ไม่มีเคสไหนที่ชี้ชัดว่าตายเพราะวัคซีน”)

ที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่ชายหนุ่มวัย 25 ปี ผู้ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีประวัติป่วยทางจิตและทำงานได้ตามปกติ แต่จู่ๆ เขาก็ป่วยทางจิตหลังจากฉีดวัคซีน และก็ฆ่าตัวตายสี่วันหลังจากการฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มแรกในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ฟังดูคงไม่น่าเกี่ยวกับวัคซีนใช่ไหมครับ? แต่เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ล่าสุดมีรายงานกรณีของชายวัย 24 ปี ซึ่งเสียชีวิตสามวันหลังจากที่ฉีดวัคซีนโมเดอร์นาเข็มที่สองในเดือนสิงหาคม ผลชันสูตรศพพบว่าเสียชีวิตจากอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนกันยายนก็มีชายวัย 27 ปีเสียชีวิตด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน 16 วันหลังจากฉีดไฟเซอร์เข็มแรก

แม้ผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงสาธารณสุขจะเสนอความเห็นว่า “ไม่มีข้อแย้งว่าสาเหตุคือโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธผลกระทบจากวัคซีนได้” ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการเสียชีวิตกับวัคซีนนั้นก็ยัง “ไม่แจ้งชัด” อยู่ดี ซึ่งการจะวินิจฉัยให้ได้ว่าสาเหตุการตายนั้นมาจากวัคซีนจริงหรือไม่ก็ต้องมีจำนวนกรณีมากพอเสียก่อน

มาถึงขนาดนี้แล้ว หากท่านผู้อ่านจะถามว่า ในญี่ปุ่นมีใครกล้าออกตัวแรง “ต่อต้านวัคซีน” ไหม ปรากฏว่า “มี” ครับ มีข่าวซึ่งรายงานเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า มีกรณีที่อาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นถึงศาสตราจารย์ในคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์และเคยเป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยชิซูโอกะ เที่ยวส่งอีเมลหานักศึกษาว่า “ในวุฒิสภาสหรัฐฯ มีการแถลงว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นเรื่องโกหก ฉะนั้นวัคซีนนั้นเป็นของอันตรายและไม่มีประโยชน์” ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็ได้ตักเตือนศาสตราจารย์คนดังกล่าวด้วยวาจาไปแล้ว โดยเห็นว่า “เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในฐานะ (ผู้ให้) การศึกษา” ซึ่งทางสำนักข่าวแห่งหนึ่งได้พยายามติดต่อกับศาสตราจารย์คนดังกล่าวแต่ไม่มีการตอบกลับ ส่วนฝ่ายประชาสัมพันธ์ของทางมหาวิทยาลัยก็ตอบว่า “ไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้” แต่ว่านักศึกษาหลายคนกล่าวว่าศาสตราจารย์คนดังกล่าวเคยพูดตอนที่สอนอยู่ในห้องเรียนว่า “วัคซีนโควิดคืออาวุธฆ่าคน” แถมตอนปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมายังเคยเรียกร้องให้นักศึกษากว่าร้อยคนมารวมตัวกันเพื่อแสดงพลัง “ไม่เอาวัคซีน” แต่พอศาสตราจารย์คนดังกล่าวถูกคณบดี “เตือน” นักศึกษาก็พากันแตกตื่นกันไปหมด นักศึกษาชายคนหนึ่งกล่าวว่า “เอาอีกแล้วหรือนี่ ผมว่าไม่น่ามีใครถือเป็นจริงเป็นจังหรอกนะ”

เห้อ ต่างคนต่างคิด นานาจิตตัง ครับ สำหรับผู้เขียนเองมองว่า เราควรปล่อยให้เป็นเรื่องของเสรีภาพ สิทธิในร่างกายของแต่ละคนดีกว่า ใครที่เขาอยากจะฉีด คิดว่าฉีดแล้วมันดีต่อตัวเขา ก็ให้เขาฉีดไป ใครที่เขากลัว เขาไม่อยากฉีด ก็ไม่ควรไปบังคับขืนใจให้ฉีด ซึ่งรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้มันก็ชักจะบังคับกันแบบล้ำเส้นกันเกินไปจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็น “การเลือกปฏิบัติ” เช่นไม่ฉีดไม่ให้เข้าแบงค์ เป็นต้น หัวไม่ได้มีไว้แค่สวมหมวกฉันใด ปากก็ไม่ควรมีไว้แค่ออกคำสั่งอย่างเดียวเช่นกัน (เข้าใจแล้วใช่ไหมครับที่ผู้เขียนเคยนำเสนอเรื่องที่คนญี่ปุ่นหลายคนไม่เห็นด้วยกับ “วัคซีนพาสปอร์ต” ว่าจะนำไปสู่การเลือกปฏิบัติระหว่างคนฉีดกับไม่ฉีด) เรื่องนี้ก็สุดแท้แต่วิจารณญาณของท่านผู้อ่านนะครับ ขอตัวลาแค่นี้ก่อน สวัสดีครับ

สรุปเนื้อหาจาก tokyo-np 2 คมชัดลึก และ ไทยรัฐ