ความทุกข์ยากที่ไม่ต่างกันของคนในชุมชนแออัดของกรุงเทพฯ กับคนไร้บ้านที่ฟุกุโอกะ

ท่านผู้อ่านครับ โควิดระบาดในไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ระลอกนี้ ได้ก่อให้เกิดประเด็นใหม่ซึ่งปีที่แล้วยังไม่เป็นประเด็น นั่นก็คือ “คลัสเตอร์ชุมชนแออัด” ซึ่งคราวนี้โควิดทำลายทั้งสุขภาพ ชีวิต ไปจนถึงวิถีการเลี้ยงชีพ หลายคนตกงานถูกพักงานหรือเลิกจ้างด้วยเหตุที่ว่าเป็นคนที่พักอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด เหมือนกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด กลัวป่วยเป็นโรคยังไม่พอยังถูกรังเกียจจนไม่มีงานทำไม่มีเงินซื้อข้าว ทุกวันนี้หลายครอบครัวอยู่ได้ด้วยอาหารที่มีผู้บริจาคเข้ามา ที่ญี่ปุ่นนั้นแม้ไม่ได้มี “ชุมชนแออัด” ขนาดใหญ่แบบมีเป็นพันครัวเรือนอย่างบ้านเรา แต่ใช่ว่า “คนไร้บ้าน” จะไม่มี

อย่างไรก็ดี จะเมืองไทยหรือญี่ปุ่นก็ตาม แม้คนที่ “ต้องการความช่วยเหลือที่สุด” มักจะถูกมองข้ามในกลไกการเยียวยาช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐก็ตาม แต่ก็ยังมีองค์กรภาคเอกชนที่พยายามช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเหล่านี้เท่าที่จะช่วยได้ไม่ต่างกัน ท่ามกลางวิกฤติการระบาดของโควิดครั้งใหม่ที่ไม่รู้จะจบลงเมื่อไหร่ กับจำนวนคนที่ตกงานและต้องตกอยู่ในความลำเค็ญเพิ่มขึ้นๆ เรื่อยๆ

เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา องค์กรไม่แสวงกำไร “บ้านมิโนะชิมะเมกุมิ” (美野島めぐみの家) ได้ตั้งโรงทานที่โบสถ์แห่งหนึ่งในเขตฮากาตะ จังหวัดฟุกุโอกะ มีคนมารับอาหารที่โรงทานตอนเที่ยงวันถึง 106 คน ในจำนวนนี้เป็นคนไร้บ้าน 57 คน โดยมากเป็นผู้สูงอายุแต่ก็มีคนหนุ่มอยู่เช่นกัน

ชายคนหนึ่ง (อายุ 30 ปี) ถูกเลิกสัญญาจ้างงานและกลายเป็นคนไร้บ้านเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่าน ในวันที่ถูกเลิกจ้างมีเงินติดตัวแค่ 42 เยน เขากล่าวขณะที่ขอตักข้าวแกงเพิ่มว่า “สิ่งที่ช่วยเหลือค้ำจุน (ชีวิตคนอย่างเราๆ) นั้น คือความเอื้ออาทรของผู้คนต่างหาก หาใช่ประเทศชาติ (รัฐบาล) ไม่”

เขาเล่าว่าเขาเคยทำงานที่โกดังแห่งหนึ่งในจังหวัดฟุกุโอกะมาสองปีครึ่งในฐานะพนักงานสัญญาจ้าง ทำงานจัดเรียงผลิตภัณฑ์อาหาร เขาเคยคิดว่าเขาคงไม่ได้รับผลกระทบจากโควิดเพราะว่าคนยังต้องซื้อของกักตุนเพื่อกักตัวอยู่ในบ้านกัน แต่ทว่า ตอนเดือนมีนาคม ที่ทำงานมีคนติดโควิด เลยต้องหยุดงาน แล้วก็ถูกเลิกจ้าง เดือนเมษายนไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้องเลยไม่มีที่อยู่ มือถือก็ใช้โทรไม่ได้เพราะไม่ได้จ่ายค่ามือถือ ก็เลยหางานจ้างรายวันไม่ได้ ต้องไปนอนในสวนสาธารณะ ซื้อขนมปังลดราคากินประทังชีพ เที่ยวหาไวไฟฟรีต่อกับมือถือเพื่อหาว่ามีที่ไหนที่จะหาอะไรกินได้โดยไม่ต้องใช้เงิน ก็เลยรู้เรื่องเงินยังชีพ แต่สำนักงานเขตก็บอกว่าให้หาที่อยู่เสียก่อน (ถึงจะได้เงินยังชีพ) แล้วก็ได้มารู้เรื่องโรงทานจากนายหน้าอสังหาฯ กว่าจะได้บ้านก็ต้องรอไปสามสัปดาห์ แล้วเงินยังชีพจะได้มาตอนสิ้นเดือนเมษายน หักค่าเช่าห้องแล้วเหลือ 74,000 เยน แทบไม่พอค่าไฟค่าแก๊ส (ที่ญี่ปุ่นจะต่อท่อจ่ายแก๊สเอาไว้ทำน้ำร้อนอาบ) ค่าของใช้ในชีวิตประจำวัน แต่อย่างน้อยก็เบาใจว่า “ได้นอนฟูกแล้ว” แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าเราทำงานแทบตาย สุดท้ายตกงานเพราะโควิด ถ้าหาบ้านไม่ได้ก็ไม่ได้เงินยังชีพ ไม่มีอะไรรับประกันการดำรงชีวิตขั้นต่ำเลย

ในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว คำแถลงการณ์ครั้งแรกหลังการเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีสุงะ โยชิฮิเดะ ที่ว่า “อะไรที่ช่วยเหลือตัวเองได้ก็ช่วยเหลือตัวเองไปก่อน” นั้นเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านและผู้ที่สนับสนุนผู้ยากไร้ ว่า “เป็นการเรียกร้องให้คนช่วยเหลือตัวเอง และบังคับให้คนต้องรับผิดชอบตัวเอง มากกว่าการที่ภาครัฐจะช่วยเหลือ”

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น ระบุว่าจำนวนคนไร้บ้านทั่วประเทศอยู่ที่ 3,824 คน (ณ เดือนมกราคมที่ผ่านมา) ซึ่งน้อยที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจในปี พ.ศ. 2546 ในจังหวัดฟุกุโอกะมีคนไร้บ้านอยู่ 268 คน (ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าจำนวนอยู่ที่ 260 คน) แต่ทว่า ณ ตอนนี้ จำนวนคนที่มาอาศัยโรงทานที่ “บ้านมิโนะชิมะเมกุมิ” นั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ปีนี้บางวันมากันเกินร้อยคน มีกระทั่งคนอายุ 30-40 ปีที่ตกงานเพราะโควิด พวกเขาจะ “ช่วยเหลือตัวเอง” ได้อย่างไรหากไม่มีงานทำ? แล้วใครจะยื่นมือช่วยพวกเขาได้ในเมื่อพอกลายเป็น “คนไร้บ้าน” พวกเขาก็ถูกมองเป็นอื่น เป็นเหมือนอะไรที่น่ารำคาญ?

มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงได้เห็นแล้วว่า คนที่ต้องการความช่วยเหลือที่สุดที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ส่วนหนึ่งเพราะการถูกมองเป็นอื่น เรื่องนี้จะเป็นคนในชุมชนแออัดในไทยหรือคนไร้บ้านในญี่ปุ่นก็ไม่ต่างกัน ตรงที่ถูกมองเป็นอื่น ถูกมองเป็นคนที่สมควรอยู่ห่างๆ ไม่สมควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว อีกอย่างหนึ่งก็คือการที่คนเราจะ “ช่วยเหลือตนเองได้” นั้น สำคัญอยู่ที่ “การมีงานทำ” การแจกเงินหรือตั้งโรงงานเป็นได้แค่การบำบัดทุกข์ชั่วคราวเฉพาะหน้า ซึ่งมันจำเป็น แต่ยังไม่เพียงพอ สุดท้ายแล้วสิ่งที่คนที่เดือดร้อนอยู่ จะเป็นคนในชุมชนแออัดเมืองไทย หรือคนไร้บ้านที่ญี่ปุ่น ต้องการที่สุดที่จะดำรงชีวิตเลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัวต่อไปในระยะยาวคือ “การมีงานทำ” ต้องให้เขา “มีงานทำ” เสียก่อน แล้วค่อยบอกให้เขา “ช่วยเหลือตัวเอง” ฝากไว้ให้คิดแต่เพียงเท่านี้ครับ สวัสดีครับ

สรุปเนื้อหาจาก Yahoo! Japan, ไทยรัฐ และ BBC