ทำไมญี่ปุ่นถึงฉีดวัคซีนโควิด-19 ช้า?

ตอนนี้วัคซีน “ซีโนแวค” ก็มาถึงเมืองไทยแล้วนะครับ แล้วก็ได้มีการเตรียมการแจกจ่ายให้กับจังหวัดต่างๆ ทั้งจังหวัดพื้นที่สีส้มและจังหวัดท่องเที่ยว เพื่อที่จะกระตุ้นการท่องเที่ยวและการเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมาด้วยการฉีดวัคซีน เพื่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวจะได้กระเตื้องขึ้น ตอนนี้ในทุกๆ ประเทศทั่วโลก วัคซีนโควิดเป็นความหวังที่จะช่วยชีวิตเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ได้ ถึงขนาดที่บางประเทศถึงกับพูดว่า ขอเพียงวัคซีนมีประสิทธิภาพแค่ 51% เท่านั้นเขาก็เอาแล้ว อารมณ์เหมือนคนจมน้ำที่ขอแค่คว้าอะไรก็ได้แค่ไม้ท่อนเดียวก็ยังดีพอจะพยุงชีพต่อไปได้ แล้วสถานการณ์การฉีดวัคซีนของประเทศญี่ปุ่นล่ะเป็นอย่างไร วันนี้เราจะมาดูเรื่องนี้กันครับ

ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่สถานการณ์เรื่องของการฉีดวัคซีนโควิดนั้นปรากฏว่าญี่ปุ่นเพิ่งมาเริ่มฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมามานี้เอง ซึ่งจัดว่าล่าช้าที่สุดในกลุ่มประเทศ G7

พูดง่ายๆ ก็คือกว่าญี่ปุ่นจะเริ่มฉีดวัคซีนโควิด ทั่วโลกก็ฉีดวัคซีนกันไปแล้ว 178 ล้านโดส ส่วนจำนวนผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งโดสอยู่ที่ 91,570,000 คน ไม่รวมประเทศจีน

สหรัฐอเมริกา 52,880,000 โดส
จีน 40,520,000 โดส
สหราชอาณาจักร 15,840,000 โดส
อินเดีย 8,720,000 โดส
อิสราเอล 6,600,000 โดส

อัตราส่วนของผู้ฉีดวัคซีนต่อประชากร
อิสราเอลมีอัตราสูงสุดที่ประมาณ 46.1%
สหราชอาณาจักร 22.5%
สหรัฐอเมริกา 11.5%

(ตัวเลข ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2021)

อย่างไรก็ตามยังต้องรอดูประสิทธิภาพของวัคซีนที่ถูกฉีดไปแล้วจริงว่าสามารถป้องกันโรคได้กี่เปอร์เซ็นต์

ทำไมญี่ปุ่นถึงเริ่มฉีดวัคซีนล่าช้าที่สุดในกลุ่มประเทศ G7?

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า สาเหตุเกิดจากความแตกต่างในมุมมองที่มีต่อกับวัคซีนและความตระหนักต่อการจัดการภาวะวิกฤติ

ในบางประเทศนั้น เพื่อจะได้เร่งฉีดวัคซีนไวๆ บางทีถึงกับอาศัยข้อมูลจากต่างประเทศในการอนุมัติ โดยไม่มีการทดสอบทางคลินิกในประเทศของตนเลยด้วยซ้ำ แต่สำหรับประเทศญี่ปุ่นนั้น วัคซีนจากบริษัทต่างชาติจำเป็นต้องได้รับการทดสอบทางคลินิกตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าวัคซีนดังกล่าวปลอดภัยและมีประสิทธิภาพกับคนญี่ปุ่น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายโอคาเบะ โนบุฮิโกะ สมาชิกคณะอนุกรรมการของรัฐบาลและผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพและความปลอดภัยเมืองคาวาซากิได้กล่าวว่า “นอกเหนือจากผลการทดสอบทางคลินิกในญี่ปุ่นและต่างประเทศแล้ว จะต้องพิจารณาผลข้างเคียงหลังจากฉีดวัคซีนด้วย”

ในอีกด้านหนึ่ง การธำรงไว้ซึ่งระบบการผลิตวัคซีนภายในประเทศเพื่อให้มีวัคซีนพอใช้สำหรับประชาชนนั้น กลายเป็นประเด็นปัญหาในการควบคุมโรคติดเชื้อของญี่ปุ่น เมื่อมองย้อนกลับไปถึงมาตรการของรัฐบาลญี่ปุ่น หลังจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งนายโอคาเบะได้กล่าวต่อว่า “เพื่อให้วัคซีนมีเพียงพอสำหรับประชาชนทุกคนและสามารถจัดหามาได้โดยเร็วถึงแม้จะยังต้องดูเรื่องของความปลอดภัยก็ตามที ควรมีการสนับสนุนผู้ผลิตและสร้างระบบการผลิตวัคซีนให้เข้มแข็ง”

อย่างไรก็ตาม เวลานี้มีอย่างน้อย 10 เครือบริษัทในญี่ปุ่นที่กำลังพัฒนาวัคซีนโควิด แต่ทว่า หลายรายเป็นผู้ผลิตรายย่อย และบริษัทที่ได้เข้าสู่การทดสอบทางคลินิกในมนุษย์มีเพียงบริษัท AnGes MG Inc. กับ Shionogi Pharma Co., Ltd. สองบริษัทเท่านั้น นอกนั้นยังอยู่เพียงแค่ขั้นตอนของการทดสอบทางคลินิกในสัตว์หรือการทดลองในระดับเซลล์เท่านั้น ซึ่งนับว่าล้าหลังกว่าผู้ผลิตในประเทศตะวันตก

นายโอมิ ชิเกรุ ประธานคณะอนุกรรมการของรัฐบาล ได้กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อเดือนนี้ว่า “อุตสาหกรรมวัคซีนในญี่ปุ่นอ่อนแอกว่าบริษัทในยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง ข้าพเจ้าเห็นว่าความแตกต่างของความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมวัคซีนระดับโลกเป็นหัวใจสำคัญของปัญหา”

พอได้ฟังทางฝั่งญี่ปุ่นเขาว่ามาแบบนี้ ผู้เขียนก็เลยอดไม่ได้ที่จะกลับมามองทางเมืองไทยว่า เมืองไทยเรานั้นนอกจากการนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศแล้ว มีการคิดทำวัคซีนของเราเองด้วยหรือไม่ ของไทยเราตอนนี้ก็มีของทางคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับสภากาชาดไทยทำวิจัยอยู่ เรียกว่า ChulaCov19 ซึ่งอ่านข่าวเจอมาว่ากำลังจะรับอาสาสมัครเข้ามาทดลองวัคซีนในมนุษย์ ก็ขอเอาใจช่วยให้ทั้งประเทศไทยและญี่ปุ่นสามารถคิดค้นทำวัคซีนของตัวเองขึ้นมาได้ จะได้สามารถพึ่งพาตัวเองในเรื่องนี้ได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งพาวัคซีนจากเมืองนอกมากนัก เพื่อที่จะได้สร้างความเชื่อมั่นในการป้องกันโรคต่อไปนะครับ เพราะว่าถ้าจะพึ่งพาแต่วัคซีนจากเมืองนอกมันก็ต้องเสียเวลาแบบนี้ล่ะครับ ในการที่จะทดสอบหรือหาข้อมูลเพื่อรับประกันความปลอดภัยว่าฉีดแล้วไม่มีผลข้างเคียงอะไรร้ายแรง และก็ปัญหาเรื่องความมั่นใจอีกว่าวัคซีนที่ทำขึ้นมาในเมืองนอกเพื่อคนเมืองนอกนั้นมันจะเหมาะกับร่างกายของคนในประเทศเราหรือเปล่า ก็ขอเอาใจช่วยให้สำเร็จไวๆ นะครับ

สรุปเนื้อหาจาก NHK และ BBC