คนญี่ปุ่นชอบ WFH กันไหม? ผลสำรวจล่าสุดปี 2021

Last updated:

เราคนไทยชอบ Work From Home กันไหมครับ? บางคนอาจว่าชอบเพราะมีอิสระในการบริหารเวลา ไม่ต้องตื่นเช้ามาเบียดคนบนรถเมล์รถไฟฟ้า แกร่วกับชีวิตรถติดในกรุงเทพฯ หรือต้องขี่รถไปทำงานถ้าเป็นคนในต่างจังหวัด แต่บางคนอาจบอกว่า อยากออกไปไหนต่อไหนบ้าง บางคนที่อยู่คับแคบ ไม่สะดวกต่อการทำงาน อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ ไหนจะสิ่งรบกวนในบ้าน บลาๆ แล้วคนญี่ปุ่นล่ะมีความคิดเห็นกับการ Work From Home กันอย่างไร ตามไปดูกันเลยครับ

บริษัท NEXER ร่วมกับบริษัท Cam ได้จัดทำแบบสอบถาม (การสำรวจ Japan Trend Research) เกี่ยวกับการทำงานอยู่กับบ้าน (ซึ่งเราคนไทยชอบเรียกว่าทำงานอยู่ที่บ้าน Work From Home แต่คนญี่ปุ่นชอบเรียกว่า ทำงานทางไกล Telework) ซึ่งมีคำถามดังนี้

1) ที่ทำงานของท่านมีการให้พนักงานทำงานทางไกลหรือไม่?

2) ตัวท่านเองทำงานทางไกลหรือไม่?

3) ท่านทำงานทางไกลที่ไหน?

4) ที่ทำงานของคุณนำการทำงานทางไกลเข้ามาใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

5) การทำงานทางไกลของที่ทำงานของท่าน ตรงกับข้อข้างล่างมากน้อยแค่ไหน

  • เป็นมาตรการป้องกันโควิด
  • เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปรูปแบบการทำงาน
  • คิดว่าประสิทธิภาพการทำงานจะลดลง

6) ในการทำงานทางไกล คุณรู้สึกเครียดมากกว่าทำงานในที่ทำงานหรือไม่?

7) โปรดเลือกว่าข้อไหนตรงกับเหตุผลที่ว่า ทำไมการทำงานทางไกลจึงเครียดมากกว่าการไปทำงานที่ที่ทำงาน

ผลตอบแบบสอบถามที่ได้คือ?

ในบรรดาผู้ตอบแบบสอบถาม 496 คนที่ทำการสำรวจตั้งแต่วันที่ 18-20 สิงหาคม 2021 นั้น ผลที่ได้จากการสำรวจมีดังนี้

1) 58.5% ตอบว่า “ที่ทำงานมีการให้พนักงานทำงานทางไกล”

2) 81.7% ของคนที่ตอบว่า “ที่ทำงานมีการให้พนักงานทำงานทางไกล” นั้น ตัวเองก็ทำงานทางไกลด้วย พูดในทางกลับกัน 18.3% ของคนที่ตอบว่า “ที่ทำงานมีการให้พนักงานทำงานทางไกล” นั้น ตัวเองยังไปทำงานที่ออฟฟิศอยู่นั่นเอง

3) 97.5% ของคนที่ตอบว่า “ตัวเองก็ทำงานทางไกลด้วย” นั้น ตอบว่าตัวเองทำงาน “ที่บ้าน” ฉะนั้นในแง่นี้ คำว่า “ทำงานทางไกล” (telework) นั้น ก็แทบจะเท่ากับ WFH นั่นเอง (ถึงบางคนอาจจะไปนั่งทำงานที่อื่นที่ไม่ใช่บ้านตัวเองก็ตามที เหมือนอย่างเมืองไทยบางคนก็หอบโน้ตบุ๊คไปนั่งร้านกาแฟ)

จากจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 237 คนที่ตอบว่า “กำลังทำงานทางไกล” อยู่ เกือบทั้งหมด “ทำงานที่บ้าน” อีก 1.7% ไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟ 0.4% ไปนั่งทำงานในห้องสมุดหรืออาศัยพื้นที่สาธารณะ

4) ในบรรดาคนที่ตอบว่า “ที่ทำงานมีการให้พนักงานทำงานทางไกล” นั้น 51.4% ตอบว่าที่ทำงานของตัวเองนำเอาการทำงานทางไกลเข้ามาใช้ตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2020 พูดง่ายๆ ก็คือให้ทำงานทางไกลเพราะโควิดระบาดนี่แหละ

5) ในบรรดาคนที่ตอบว่า “ที่ทำงานมีการให้พนักงานทำงานทางไกล” นั้น มี 78.3% ที่ตอบว่าการที่ที่ทำงานเอาการทำงานทางไกลมาใช้ก็เพราะ “เป็นมาตรการป้องกันโควิด” มี 53.1% ที่ตอบว่าเป็นเพราะ “เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปรูปแบบการทำงาน” และมี 56.5%  ที่ตอบว่า “คิดว่าประสิทธิภาพการทำงานจะลดลง”

6) ถึงหลายคนจะตอบว่าการทำงานทางไกลนั้นทำให้งาน “มีประสิทธิภาพน้อยลง” แต่ว่าความเครียดก็น้อยลงด้วย! 73.8% ของคนที่ตอบว่า “ตัวเองก็ทำงานทางไกลด้วย” ตอบว่า การทำงานทางไกลนั้น “มีความเครียดน้อยกว่านั่งทำงานในออฟฟิศ” นั่นหมายความว่าในทางกลับกัน มีคนอีก 26.2% ตอบว่า “มีความเครียดมากกว่า” (โดยที่คนที่ตอบว่า “เครียดมากกว่า ประสิทธิภาพการทำงานก็ลด” อยู่ที่ 22.0% แสดงว่า เครียดเพราะประสิทธิภาพการทำงานไม่ดี)

7) เมื่อถามต่อไปว่า ทำไมถึงมีความเครียดมากกว่า? 61.1% ตอบว่า “ติดต่อสื่อสารธุรกิจลำบาก” 35.5% ตอบว่า “โอกาสมีปากมีเสียงมีน้อย” 32.3% ตอบว่า “สภาพแวดล้อมการทำงานไม่เอื้ออำนวย”

จาก 62 คนที่ตอบว่า “(ทำงานทางไกล) เครียดกว่า” นั้น 66.1% ตอบว่า “ติดต่อสื่อสารธุรกิจลำบาก” 35.5% ตอบว่า “โอกาสมีปากมีเสียงมีน้อย” 32.3% ตอบว่าสภาพแวดล้อมการทำงาน เช่นคอมฯ อินเตอร์เน็ต โต๊ะทำงาน ไม่เอื้อ 22.6% ตอบว่าสภาพความเป็นอยู่ในบ้าน ครอบครัว ไม่เอื้อกับการทำงาน (น่าจะทำนองเมียเอะอะ ลูกวิ่งเล่น อะไรทำนองนี้—ผู้เขียน)

นี่แสดงให้เห็นว่า การทำงานทางไกลนั้น มันมาจากวิกฤติโควิดแท้ๆ เลยเชียวนะครับ แต่ว่าสมมติหากเราพ้นจากช่วงวิกฤตินี้ไปแล้ว “การทำงานทางไกล” จะกลายเป็นรูปแบบการทำงานที่จะเป็นไปได้ในระยะยาวได้หรือไม่ (มันอาจจะไม่ใช่สำหรับทุกธุรกิจ ทุกชนิดของงานหรอกครับ เข้าใจ) ก็คงยังต้องดูกันต่อไปนะครับ แต่ผู้เขียนดูแล้ว ปัญหาของคนไทยกับคนญี่ปุ่นที่ว่าทำไมไม่ค่อยโอเคกับการทำงานที่บ้านแลดูไม่ต่างกันเลยครับ

สรุปเนื้อหาจาก prtimes