เมื่อลูกฉันต้องถูกเพื่อนๆ รังเกียจ เพียงเพราะฉันทำงานในโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วย COVID-19

เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 อย่างหนัก รัฐบาลจึงต้องขอความร่วมมือให้ประชาชนงดการเดินทางท่องเที่ยว และงดจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะมีผู้คนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อ นอกจากนี้ ยังได้เร่งระดมฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส COVID-19 ให้กับบุคลากรทางการแพทย์เป็นกลุ่มแรกเนื่องจากมีโอกาสติดเชื้อมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ แน่นอนว่าการฉีดวัคซีนจะช่วยลดอัตราการติดเชื้อได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอุ่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ดี การฉีดวัคซีนอาจไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาบางอย่างที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องพบเจอได้ วันนี้เราจะมาฟังเรื่องราวอันแสนเจ็บปวดของ S ซัง นางพยาบาลที่เคยทำงานอยู่ในโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วย COVID-19 กันครับ

ความเครียดที่เกิดจากการทำงาน

S ซัง เคยทำงานเป็นนางพยาบาลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่มีวอร์ดผู้ป่วย COVID-19 แม้ว่าจริงๆ แล้ววอร์ดที่เธอปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้นจะไม่ใช่วอร์ดผู้ป่วย COVID-19 ก็ตาม แต่ก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองเป็นพาหะนำเชื้อเข้ามาแพร่ระบาดในโรงพยาบาล เช่น ไม่ออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมกับคนอื่นนอกจากคนในครอบครัว เป็นต้น และด้วยกฎระเบียบที่เคร่งครัดและมีรายละเอียดยิบย่อยจำนวนมาก ทำให้บรรยากาศการทำงานในแต่ละวันเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด และความกัดดันเป็นอย่างมาก

บาดแผลในจิตใจของลูกสาวตัวน้อย

เป็นภาพที่ใช้ประกอบเท่านั้น ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด
เป็นภาพที่ใช้ประกอบเท่านั้น ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด

นอกจากการทำงานในโรงพยาบาลอันแสนเคร่งเครียดและกดดันแล้ว S ซัง ยังต้องทำหน้าที่ดูแลลูกสาววัยประถมเพียงลำพังในฐานะซิงเกิ้ลมัม อีกทั้งยังต้องรับผิดชอบงานบ้านด้วยตัวคนเดียวอีกด้วย ที่ผ่านมา S ซัง พยายามหาเวลาที่จะใช้ชีวิตอยู่กับลูกให้มากขึ้น แต่ด้วยภาระหน้าที่อันแสนหนักหน่วงในแต่ละวันจึงทำให้เรื่องเช่นว่านั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย

S ซัง ได้เล่าต่อว่า อยู่มาวันหนึ่งลูกสาวก็พูดกับเธอทั้งน้ำตาว่า “หนูไม่อยากไปโรงเรียนแล้ว” ทำให้ S ซัง รู้สึกตกใจมาก เธอจึงรีบถามเหตุผลกลับไป และก็ต้องตกตะลึงกับประโยคที่ลูกสาวตอบกลับมา “ก็เพราะว่าแม่ทำงานในโรงพยาบาลที่มีคนติดเชื้อโคโรน่า หนูเลยเล่นกับเพื่อนๆ ไม่ได้” สรุปก็คือผู้ปกครองของเด็กๆ ที่เป็นเพื่อนของลูกสาว S ซัง ต่างพากันคิดว่า ลูกสาวของ S ซัง อาจเป็นพาหะนำเชื้อ COVID-19 มาแพร่ระบาดก็ได้ เพียงเพราะมีแม่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วย COVID-19 ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ลูกสาวของเธอไม่ได้เล่นกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้ว แน่นอนว่าเรื่องนี้สร้างความตกใจให้กับ S ซัง เป็นอย่างมาก เธอจึงเริ่มคิดว่าจะลาออกจากงานที่ทำอยู่ตอนนี้

ความเหน็ดเหนื่อยที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแค่ร่างกาย

แม้ว่าจริงๆ แล้ว S ซัง อยากจะช่วยเหลือผู้ป่วย COVID-19 ในฐานะที่เธอเป็นพยาบาลซึ่งเป็นหนึ่งในบุคลากรทางการแพทย์ก็ตาม แต่ด้วยกฎระเบียบของโรงพยาบาลที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ส่งผลให้การทำงานในแต่ละวันเต็มไปด้วความเคร่งเครียดและความกดดัน อีกทั้งยังต้องรู้สึกทุกข์ทรมานใจกับเรื่องเลวร้ายที่ลูกสาวของเธอต้องเผชิญที่โรงเรียน ทำให้ S ซัง รู้สึกเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจเป็นอย่างมาก จนในที่สุดเธอจึงตัดสินใจลาออกจากงาน

หลังจากผ่านไปหลายเดือน ปัจจุบัน S ซัง ได้คอยดูแลสภาพจิตใจของลูกสาวให้กลับมาดีดังเดิม และได้เริ่มทำงานเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ในคลินิกรักษาโรคตาแห่งหนึ่ง โดยที่เธอไม่ได้รู้สึกรังเกียจอาชีพนางพยาบาลซึ่งเป็นอาชีพที่เธอรักเลยแม้แต่น้อย

แม้ว่าปัจจุบัน S ซัง ยังคงต้องงดออกจากบ้านโดยไม่จำเป็นอยู่ก็ตาม แต่ด้วยกฎระเบียบของคลินิกที่ไม่เคร่งครัดจนเกินไป จึงทำให้เธอสามารถลดความตึงเครียดและความกดดันในการทำงานได้เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีเวลาใช้ชีวิตอยู่กับลูกเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ในปัจจุบัน ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองเป็นพาหะนำเชื้อเข้ามาแพร่ระบาดในโรงพยาบาล ส่งผลให้การทำงานและการใช้ชีวิตในแต่ละวันเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและความกดดันเป็นอย่างมาก ซ้ำร้ายยังอาจต้องเผชิญกับการตั้งแง่รังเกียจของผู้คนในสังคมอีกด้วย และแม้ว่าผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์จะได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานที่สูงมากเท่าไหร่ก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาบางอย่างที่พวกเขาต้องพบเจอได้

สรุปเนื้อหาจาก : maidonanews.jp
ผู้เขียน : Aongsama