เรื่อง “รางวัลโนเบล” และความอยากแข่งดีกับญี่ปุ่นของคนเกาหลี

Last updated:

ปีนี้มีนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นสัญชาติอเมริกัน Syukuro Manabe (真鍋淑郎) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ จากการคิดค้นแบบจำลองการหมุนเวียนของสสารในสเกลระดับโลก ซึ่งทำให้สามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนได้ ถือว่าเป็นชาวญี่ปุ่นคนที่สองที่ได้รางวัลโนเบลสาขาดังกล่าว และจนถึงตอนนี้มีคนญี่ปุ่นที่ได้รางวัลโนเบลในสาขาต่างๆ รวมแล้วถึง 28 คน ครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพ ประเด็นวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การที่คนญี่ปุ่นได้รางวัลโนเบลหรอกนะครับ แต่เป็นเรื่องที่ว่า เกาหลีใต้เองก็อยากแข่งดี อยากได้มีรางวัลโนเบลกะเขาบ้าง อีกแล้วครับ ซึ่งในปีนี้ ที่เกาหลีใต้ถึงกับออกอากาศถ่ายทอดสดการประกาศรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ เพราะว่าเกาหลีเองมีลุ้นว่า “คนเกาหลีใต้” คือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ อี โฮวัง (李鎬汪) จะได้รางวัลโนเบลกับเขา แต่ปรากฏว่าสุดท้าย David Julius จาก University of California, Berkeley และ Ardem Patapoutian จากสถาบันวิจัย Scripps ได้รับรางวัลไปแทน

Crafoord Prize EM1B0732 (42329290061)
Syukuro Manabe

อันที่จริง ที่ผ่านมา อดีตประธานาธิบดี คิม แดจุง ของเกาหลีใต้ก็เคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2000 จากการยกระดับความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ แต่ก็อย่างว่าแหละครับ เกาหลีก็อยากได้รางวัลโนเบลในสายวิทยาศาสตร์บ้าง ซึ่งอันที่จริง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ อี โฮวัง นั้นก็มีผลงานโดดเด่นในเรื่องการแยกไวรัสที่ทำให้เกิดไข้เลือดออกจากหนูที่อาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำฮันตัน (漢灘江) ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านภาคเหนือของเกาหลี ในปี พ.ศ. 2531 ได้มีการพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกตัวแรกของโลก และในปี พ.ศ. 2533 ได้มีการเปิดตัววัคซีน “ฮันตาแวค” ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นการคิดค้นที่มีคุณูปการต่อโลกจริงๆ พอเมื่อเดือนที่แล้ว สื่อของเกาหลีใต้รายงานว่าศาสตราจารย์เกียรติคุณ อี โฮวัง นั้นติดโผในรายชื่อ Clarivate Citation Laureates ซึ่งจัดทำโดยบริษัท Clarivate Analytics พูดง่ายๆ ก็คือว่าผลการวิเคราะห์ของบริษัทดังกล่าวบอกว่า ศาสตราจารย์เกียรติคุณ อี โฮวัง นั้นเป็น “ตัวเก็ง” ที่จะได้รางวัลโนเบล ทีนี้คนเกาหลีก็เลยพากันลุ้นใหญ่ว่าคราวนี้ถึงทีเกาหลีแล้ว ญี่ปุ่นจะได้รู้เสียบ้าง แต่น่าเสียดายว่าปีนี้ไม่ได้รับรางวัล

Lee Ho Wang

ในเกาหลีใต้นั้นก็มีการวิเคราะห์ไปต่างๆ นานาว่าทำไมจึงวงการวิทยาศาสตร์ของเกาหลีใต้จึงไปไม่ถึงรางวัลโนเบล ซึ่งก็มักถูกจี้ในสามประเด็นดังนี้ (1) ความสนใจในวิทยาศาสตร์พื้นฐานนั้นมีน้อย (2) ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ/เอกชน (3) ค่านิยม “ผลลัพธ์มากอ่น” ในสังคมเกาหลี

แต่ถ้าให้พูดจริงๆ ถ้าจะวิจารณ์กันแรงๆ ก็คงต้องบอกว่า กระแสสังคมของคนเกาหลีนั้นเป็นพวก “เอาอารมณ์เข้าว่า” มากกว่าการใช้เหตุผล เช่น พอมีบทความของนักวิชาการชาวอเมริกันเกี่ยวกับผู้หญิงปลอบขวัญตีพิมพ์ แทนที่จะคัดค้านโดยเอาเหตุผลหรือหลักฐานข้อมูลเข้าสู้ ก็มีแต่การใส่อารมณ์กันเท่านั้น ไหนจะเรื่องการปฏิเสธความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นกรณีเรือเซวอล ซึ่งทำให้ต้องสูญเสียชีวิตนักเรียนไปอีกมากมายอย่างที่ไม่ควรจะเป็น สังคมที่ทำอะไรตัดสินใจอะไรเอาอารมณ์เข้าว่ามากกว่าเหตุผลและหลักฐานอย่างนี้ ดูท่า “การคิดเชิงวิทยาศาสตร์” คงจะเกิดยาก

เรื่องนี้จะมีส่วนจริงแค่ไหน ก็ฝากไว้ให้ท่านผู้อ่านพิจารณา ครับ

สรุปเนื้อหาจาก Yahoo! Japan