อีกหนึ่งผลกระทบจากไวรัสโคโรนา การขึ้นราคาเกินจริง หลังหน้ากากอนามัยขาดแคลนอย่างต่อเนื่อง!

ตอนนี้ไม่ว่าประเทศไหน ๆ รวมถึงไทยเอง ก็ประสบปัญหาขาดแคลนเวชภัณฑ์เกี่ยวกับการป้องกันไวรัสอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหน้ากากอนามัย หรือ มาส์ก ที่เรามักจะเห็นข่าวมาเป็นระยะว่าตอนนี้กำลังคลาดแคลนหนัก ในส่วนของผู้ผลิตเองก็พยายามผลิตออกมาให้มากที่สุด ทั้งการผลิตตลอด 24 ชั่วโมงเอย ทั้งการผลิตเกินกว่ากำลังการผลิตปกติเอย แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้อยู่ดี

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นที่ร้านขายยาหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตก็จำหน่ายหมดเกือบทุกแห่ง ในขณะที่การซื้อขายผ่านแอปพลิเคชันบางแห่งดูเหมือนจะขายราคาแพงกว่าถึง 10 เท่าของราคาปลีก ผู้เชี่ยวชาญได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการในการควบคุมร้านค้า และสำนักงานกิจการผู้บริโภคเองก็กำลังเรียกร้องมาตรการรองรับให้กับผู้บริโภคในแนวทางที่สันติ

แม้แต่ Amazon ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ก็ยังต้องประกาศว่าจำนวนมาส์กที่เคยมีอยู่ในสต๊อกขายหมดแล้ว อีกด้านหนึ่งเมื่อเข้าไปดูมาส์กที่ขายในแอปพลิชันฟรีต่าง ๆ กลับโก่งราคาจนน่าเชื่อเหลือ เช่น บางยี่ห้อราคามาส์กแพ็กละ 7 แผ่น ปกติจะอยู่ที่ 400 เยน (ราว ๆ 120 บาท) กลับขายในราคาที่สูงกว่าปกติถึง 10 เท่า คือ 4,000 เยน (ราว ๆ 1,200 บาท)

จากการสอบถามหญิงชาวญี่ปุ่น อายุ 20 ต้น ๆ อาชีพพนักงานบริษัท ที่ได้เข้ามาหาซื้อมาส์กในร้านขายแห่งหนึ่งในโอซาก้า กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยหอบว่า “ฉันกำลังตามหามาส์กแพคใหญ่ ๆ อยู่ แต่ว่าหาไม่ได้เลย นี่เป็นร้านที่ 5 ที่ฉันมาหาซื้อแล้ว” นักศึกษาหญิงชาวไต้หวันก็กล่าวเช่นเดียวกันว่า “พ่อแม่ของฉันให้มาหาซื้อมาส์กที่ร้านขายยา เพราะราคาที่ขายในอินเตอร์เน็ตแพงเกินไป แต่หาซื้อไม่ได้เลย”

สาเหตุของการขึ้นราคาเกินจริงของสินค้าที่วางขายในแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ เนื่องจากว่าปัจจุบันยังไม่มีกฏระเบียบการกำหนดราคาขายอย่างเป็นรูปธรรม จึงทำให้พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่ในแอปพลิเคชัน ฉวยโอกาสขึ้นราคาที่สูงเกินจริง และตอนนี้ก็กำลังอยู่ในช่วงการพิจารณาการบังคับกฎระเบียบให้เหมาะสม สำนักงานกิจการผู้บริโภคเองก็ได้กล่าวว่า “เรากำลังจับตาดูอยู่ ขอให้ผู้บริโภคไม่ต้องห่วง”

จากความเห็นของทนายท่านหนึ่ง ที่คุ้นเคยกับคดีการจำหน่ายราคาสินค้าเกินจริงได้กล่าวว่า “นอกจากตั๋วเข้าชมโอลิมปิก 2020 ที่มีปัญหาขายราคาตั๋วแพงเกินจริง ก็จะมีปัญหาราคามาส์กสูงเกินจริงนี่แหละที่ควบคุมยากเช่นกัน” ทั้งนี้ ทางทนายก็ได้แนะนำเพิ่มเติมว่า “ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัส แน่นอนว่าความต้องการมาส์กก็จะสูงขึ้น ถ้าหากผู้บริโภคไม่มีทางเลือก โดยต้องซื้อมาส์กในราคาที่แพงแต่คุณภาพไม่ได้ แบบนั้นยิ่งอันตรายกว่า ทางร้านค้าเองก็ควรจะมีการจำกัดการซื้อ เช่น 1 คนซื้อได้กี่กล่อง หรือ 1 วันจะขายจำนวนเท่าไหร่ รวมถึงปฏิเสธที่จะขายเป็นจำนวนล็อต เพื่อป้องกันการกักตุน หรือไปขายต่อในราคาที่สูงเกินจริง”

สรุปเนื้อหาจาก : livedoor
ผู้เขียน : KOKATETA