โซเชียลนั้นสำคัญไฉน? ว่าด้วยรัฐประหารในพม่าและความคิดเห็นของชาวพม่าที่มีต่อรัฐบาลญี่ปุ่น

ตอนนี้เราอ่านเว็บข่าวเมืองไทยเราก็จะเห็นข่าวเรื่องรัฐประหารในพม่ามาเรื่อยๆ นะครับซึ่งเหตุการณ์เป็นอย่างไรท่านผู้อ่านหลายท่านก็คงได้ติดตามอ่านกัน วันนี้จะมาขอพูดถึงอีกมุมมองหนึ่งคือมุมมองของผลกระทบของรัฐประหารในพม่าที่มีผลต่อความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-พม่าและความคิดเห็นของประชาชนชาวพม่าที่มีแต่รัฐบาลญี่ปุ่นกันนะครับ

ความไม่พอใจของชาวพม่าต่อท่าทีของรัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มปรากฏในโซเชียลมีเดียจากการที่เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมา นายมารุยามะ อิชิโร เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำพม่า (ซึ่งว่ากันว่ามีสายสัมพันธ์กับกองทัพพม่าแบบที่เรียกว่า “เส้นก๋วยจั๊บ”) ได้พบกับนายวันนา หม่อง ลวิน ซึ่งกองทัพพม่าตั้งให้เป็น “รัฐมนตรีต่างประเทศ” ณ เมืองหลวงเนปิดอว์ ในการนี้ นายมารุยามะได้แสดงความ “กังวลอย่างใหญ่หลวง” เกี่ยวกับสถานการณ์หลังการรัฐประหาร และในขณะเดียวกันก็ได้เรียกร้องให้กองทัพหยุดการใช้ความรุนแรงต่อพลเมืองพม่า ปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี และคนอื่นๆ โดยเร็วและฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว แต่ปัญหาคือทางสถานทูตญี่ปุ่นโพสต์สามภาษา (ภาษาพม่า อังกฤษ ญี่ปุ่น) ว่านายวันนา หม่อง ลวิน เป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ” ของพม่า! 

ผลคือโลกโซเชียลเมืองพม่าลุกเป็นไฟ

“ฉันผิดหวังกับท่าทีอันขี้ขลาดของรัฐบาลญี่ปุ่น”

“ญี่ปุ่นจะยอมรับทหารโดยไม่ฟังเสียงของชาวพม่ากระนั้นหรือ”

“นายวันนา หม่อง ลวิน ไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่มีใครเขายอมรับหรอก และขอให้ (รัฐบาลญี่ปุ่น) หยุดใช้คำดังกล่าว เราประชาชนชาวพม่าขอประณาม”

แม้แต่นายโมเตกิ โทชิมิตสึ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นก็ยังเรียกนายวันนา หม่อง ลวิน ว่าเป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ” ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 9 มีนาคม!

แต่หลังจากนั้นวันเดียว เมื่อวันที่ 10 มีนาคม นายคาโต คัตสึโนบุ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ออกมาแถลงข่าวว่า “เราเรียก (นายวันนา หม่อง ลวิน) ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็จริง แต่เรามิได้ยอมรับความชอบธรรมของคณะรัฐประหารหรือการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมโดยกองกำลังติดอาวุธแต่อย่างใด” และยังกล่าวต่อว่า “ในการแสวงหาการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในฝั่งพม่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสื่อสารกับกองทัพพม่าต่อไป และสิ่งสำคัญคือเรายังต้องดำเนินการต่อไปโดยใช้ประโยชน์จากช่องทางที่เราได้สร้างขึ้นมาจนถึงตอนนี้อย่างเต็มที่” แล้วก็เปลี่ยนมาใช้สำนวน “บุคคลที่กล่าวกันว่าเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่ได้รับการแต่งตั้งโดยหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่”

โลกโซเชียลเมืองพม่ายังมีเดือดได้กับอีกประเด็น คราวนี้เป็นสื่อญี่ปุ่น ในเรื่องที่ใช้คำว่า “กองกำลังรักษาความสงบ” กับกองทัพพม่า ตอนนี้ ประชาชนพม่าซึ่งเรียกร้องให้มีการปลดปล่อยนางซูจี และทำประเทศให้เป็นประชาธิปไตย ได้เรียกกองกำลังของทหารพม่ากันในโซเชียล ว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ซึ่งยิงปืนใส่พลเรือนที่เผชิญหน้ากับทหารด้วย “การไม่ใช้ความรุนแรง” โดยปราศจากอาวุธ ทำให้มีผู้สังเวยชีวิตจำนวนมาก ทั้งยังจับกุมคุมขังข้าราชการและสื่อที่เข้าร่วมการประท้วงกลางดึก และยังมีการลงโทษประหารชีวิตภายใต้กฎอัยการศึก

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องนางสาว เจ ซิน สาวพม่าวัย 19 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุกราดยิงใส่ผู้ประท้วงในเมืองมัณฑะเลย์ สถานีโทรทัศน์แห่งชาติของพม่าได้รายงานข่าวว่า ตำรวจได้ขุดศพขึ้นมาชันสูตรแล้ว ผลปรากฏว่ากระสุนที่ศีรษะของนางสาว เจ ซิน ไม่ใช่ของตำรวจ แล้วโลกโซเชียลพม่าเลยพากันโพสต์ว่า “การขุดศพขึ้นมาเป็นการกระทำที่น่าสยดสยอง” และ “ไม่มีใครเชื่อรายงานเท็จเช่นนี้” แต่ในสื่อของญี่ปุ่นกลับรายงานว่า สถานีโทรทัศน์ของพม่าระบุว่า “ตำรวจได้รับอนุญาตจากศาลให้ขุดศพขึ้นมาแล้วเอาไปชันสูตร” พวกนั้นก็เลยแคปหน้าจอที่ถ่ายซับไตเติล แล้วโพสต์กันไปต่างๆ นานาว่า “สื่อญี่ปุ่นรายงานข่าวปลอม” “ทำไมไปเชื่อทีวีพม่า มันออกแต่คำโกหกของเผด็จการทหาร? มันไม่ต่างจากเผด็จการทหารที่ฆ่าคนนั่นแหละ” “รายงานอย่างอื่นนอกจากสนับสนุนผู้ก่อการร้ายไม่เป็นเลยใช่ไหม?”

มูลเหตุของความไม่ไว้วางใจของพลเมืองพม่าที่มีต่อรัฐบาลญี่ปุ่นนั้น คงอยู่ที่การที่ญี่ปุ่นไม่ได้ออกมาตอบโต้ทหารพม่าอย่างรุนแรงเหมือนอย่างบรรดาประเทศตะวันตก และเรื่องของการที่นักการทูตญี่ปุ่นเจริญสัมพันธ์ไมตรีโดยใช้เส้นสายกับกองทัพพม่า

ยังไม่พอ ยังมีประเด็นเรื่องรัฐบาลญี่ปุ่นให้ “ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม” กับชาวโรฮิงญาเพิ่มเข้ามาอีกด้วย โดยเมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศว่าจะให้เงินช่วยเหลือฉุกเฉิน 19 ล้านดอลลาร์ (ราว 586 ล้านบาท) ในนามของเวชภัณฑ์และความช่วยเหลือด้านอาหารแก่ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา ซึ่งก็ทำให้โลกโซเชียลของพม่าเดือดได้อีก

“อึ้งกับรัฐบาลญี่ปุ่นไปเลย”

“ฉันสงสัยว่าเงินจะถูกส่งมอบให้ใคร ถึงจะสัญญาว่าจะใช้เพื่อสนับสนุนผู้ลี้ภัย แต่ส่วนใหญ่คงเข้ากระเป๋าทหาร”

ซึ่งก็ยังมีบางโพสต์ออกมาแก้ต่างว่า “อย่าเข้าใจผิด เขาไม่ได้มอบเงินสนับสนุนให้กองทัพ เขาให้ช่วยเหลือชาวโรฮิงญาผ่านสภากาชาด” ฯลฯ ซึ่งก็ยังอุตส่าห์มีคนมาโพสต์ตอบโต้อีกว่า “กล้าพูดเหรอจะไม่มีทางส่งมอบเงินให้กองทัพ”

เรื่องนี้ คาดว่าจะต้องดูกันอีกยาวครับท่านผู้อ่าน

สรุปเนื้อหาจาก WEDGE Infinity