คำถามสัมภาษณ์งาน “ชอบอ่านหนังสืออะไร?” สำรวจทัศนคติหรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล?

Last updated:

สวัสดีครับ เมื่อเร็วๆ นี้ที่ญี่ปุ่นมีการพูดถึงเรื่องที่ว่า การถามคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถหรือความถนัดนั้น “ไม่เหมาะสม” ครับ โดยเฉพาะคำถามที่มีแนวโน้มว่าจะถามเพื่อ “ส่อง” ทัศนคติของผู้สมัครงานซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่ “การเลือกปฏิบัติ” ได้

เรื่องนี้มีที่มาว่า จากรายงานผลการสำรวจนักเรียนมัธยมปลายที่ไปสัมภาษณ์งาน ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการการศึกษาจังหวัดชิงะ ระบุว่า ผู้สมัครที่ถูกบริษัทหรือองค์กรต่างๆ ตั้งคำถามทำนองว่า “ชอบอ่านหนังสืออะไร?” ในการสัมภาษณ์มีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

เพราะว่าโดยทั่วไปแล้วในการสัมภาษณ์งานกับนักเรียนที่เพิ่งจบชั้นมัธยมปลายนั้น ผู้สัมภาษณ์จะเน้นถามถึง “กิจกรรมส่วนบุคคล” และ “กิจกรรมที่มีส่วนร่วม” เช่น เวลาอยู่กับบ้านชอบทำอะไร หรืออยู่โรงเรียนทำกิจกรรมอะไรบ้าง เข้าชมรมไหนบ้างหรือเปล่า? อะไรทำนองนี้ แต่ว่าในยุคโควิดเช่นนี้ นักเรียนไม่สามารถออกไปไหนได้ ก็ต้องทำกิจกรรมอยู่แต่ในบ้านอย่างเช่น อ่านหนังสือ อ่านการ์ตูน เล่นเกม ดูยูทูบ เป็นต้น แต่เด็กนักเรียนเหล่านี้รู้ว่า บางครั้งหากตอบตามจริงเช่น “เล่นเกมคร้าบ” หรือ “อ๋อผมนั่งดูยูทูบทั้งวันเลย” คงไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ดี (ก็เหมือนเมืองไทยแหละครับมองภาพเด็กติดเกมคือติดลบเลย) ฉะนั้น ถ้าอยากดูเป็นเด็กดี เด็กเรียน ก็ต้องกรอกเวลาตอบในใบสมัครงานว่า งานอดิเรกคือ “อ่านหนังสือ” ฉะนั้นคนสัมภาษณ์เห็นตอบแบบนี้แล้วก็เลยได้ทีถามต่อว่า “หนังสืออะไร?”

ถึงจะดูว่าเป็นคำถามธรรมดา “ถามไปตามเรื่อง” ก็ตาม กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ (厚労省) ของญี่ปุ่นก็ได้เขียนในเว็บไซต์ของกระทรวงฯ ว่า คำถามที่เกี่ยวกับ “หนังสือที่ชอบอ่าน” นั้น “ไม่เหมาะ” ที่จะใช้ในการสัมภาษณ์งาน เพราะการถามว่าชอบอ่านหนังสืออะไรนั้น มันอาจกลายเป็นการ “ส่อง” ทัศนคติและแนวคิดของผู้สมัครคนนั้นๆ ซึ่งอาจกลายเป็นเครื่องมือไปสู่ “การเลือกปฏิบัติ” ได้ แต่ก็นั่นแหละครับ การสัมภาษณ์ “เด็ก ม. ปลายจบใหม่” มันก็ไม่ได้มีประเด็นอะไรให้ถามมากมายเพื่อจะ “รู้จัก” ผู้สมัครงานได้มากมายนัก ขนาดในทวิตเตอร์ญี่ปุ่นยังมีคอมเมนต์ประมาณว่า “แล้วจะให้ถามอะไรล่ะถ้างั้น” หรือ “ก็อย่าเขียนตรงงานอดิเรกว่า ‘อ่านหนังสือ’ ตั้งแต่แรกสิ!!” แต่ถ้าผู้สมัครงานจะหยิบยกขึ้นมาเองว่าตัวเองชอบอ่านหนังสืออะไร เพื่อจะ “สร้างภาพลักษณ์อันดี” แก่ตัวเอง นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำได้

นอกจากคำถามว่า “ชอบอ่านหนังสืออะไร?” แล้ว ยังมีคำถามอื่นๆ ที่ทางกระทรวงฯ แนะว่าผู้สัมภาษณ์ควรหลีกเลี่ยง เช่น คำถามเกี่ยวกับความทุพพลภาพ ความเจ็บป่วยด้วยโรคที่ไม่ติดต่อ อัตลักษณ์ทางเพศ รวมทั้งคำถามที่ดูเหมือนพื้นๆ เช่น  “ช่วงนี้ติดตามข่าวอะไรบ้าง” ด้วย เพราะจริงๆ แล้วมันก็อาจใช้ “ส่อง” ทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยมของผู้สมัครงานได้เช่นกัน

ในยุคปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิส่วนบุคคลมากขึ้น บางทีจะถามอะไรก็ต้องระวัง แต่ผู้เขียนคิดว่าการสัมภาษณ์งานตามบริษัทต่างๆ ในไทยยังห่างไกลกับการให้ความสำคัญตรงนี้ “อย่างรุนแรง” เพราะผู้เขียนยังเคยอ่านเจอในกระทู้พันทิบทำนองว่า ไปสัมภาษณ์งานแล้วโดนนายจ้างขอให้ “เปิด Facebook ให้ดู” ตรงนั้นเลย แบบอยากจะดูไทม์ไลน์ว่าโพสอะไรเสียด้วยขนาดที่ว่าหยิบเอามือถือผู้สมัครงานเปิดๆ เขี่ยๆ ดูเองเลยก็มี ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึง “การเลือกปฏิบัติ” โดยอาศัยความแตกต่างทางความคิด ทัศนคติ เลยว่าจะมีหรือไม่? (โดยเฉพาะยุคหนึ่งที่ “ทัศนะทางการเมือง” เรื่อง “สีเสื้อ” นั้นแรงมากขนาดที่ว่าถ้าคุณ “เสื้อคนละสี” กับเจ้าของบริษัท คุณอาจถูกไล่ออกได้) ก็ขอให้ใช้วิจารณญาณในการอ่านกันด้วยนะครับ สวัสดีครับ

สรุปเนื้อหาจาก J-Cast และ pantip