เรื่อง “ขีปนาวุธเกาหลีเหนือ” ล่าสุดนั้น จริงชัวร์หรือมั่วนิ่ม แล้วญี่ปุ่นควรจะทำอย่างไร?

สำนักข่าว KCNA ของเกาหลีเหนือได้รายงานว่า  “เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธร่อน (cruise missile) พิสัยไกลของเกาหลีเหนือ ณ วันที่ 11 และ 12 กันยายน”

…ครับท่านผู้อ่าน สำหรับท่านที่สนใจเรื่องราวของเกาหลีเหนือ ประเทศที่เขาว่าประชาชนอดอยากแต่ขยันพัฒนาอาวุธกันจัง ยังแข็งขันถือญี่ปุ่นกับอเมริกาเป็น “ชาติศัตรู” มิรู้วาย ฉะนั้น ยามใดที่เกาหลีเหนือชอบออกมาคุยว่าประสบความสำเร็จในการทดลองขีปนาวุธนั่นนี่ ก็ถือเป็นเรื่องที่ต้อง “ฟังหูไว้หู” ไว้ก่อน ซึ่งแน่นอน เกาหลีใต้และญี่ปุ่นนั้นยัง “ไม่ยืนยัน” เรื่องนี้

แต่กลับมีข้อความลงหนังสือพิมพ์ว่า “รัฐบาลญี่ปุ่นได้แถลงว่าขีปนาวุธนี้ตกตั้งแต่ระยะแรก” ซึ่งเป็นข่าวลอยๆ ไม่มีที่มาว่าใครพูด กระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นก็ไม่ได้แถลง แล้วก็ไม่ปรากฏว่ามีใครในรัฐบาลหรือหน่วยงานราชการของญี่ปุ่นออกมาพูดเช่นนั้น อ้าวแล้วข่าวนี้มาจากไหน? หรือถูกปล่อยมาเพื่ออะไร? (เพื่อจะบอกว่า อย่าไปกลัวเกาหลีเหนือเลย มันทำไม่ได้หรอก?)

แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองว่า ข่าวที่เกาหลีเหนือรายงานนั้น “มีความจริงอยู่ส่วนหนึ่ง” ล่ะก็ รัฐบาลญี่ปุ่นควรจะคิดหาทางทำอย่างไรสักอย่างแล้วล่ะครับ

“ขีปนาวุธร่อน” เป็นขีปนาวุธนำวิถีซึ่งร่อนอยู่ในอากาศได้เพราะมีปีกติดอยู่ ซึ่งในทางทฤษฎีอาจใช้กับการยิงพิสัยไกลในระดับข้ามทวีปได้ แต่ถ้าจะถามว่าเกาหลีเหนือพัฒนาขีปนาวุธร่อนสำเร็จแล้วจะใช้จริงได้แค่ไหนนั้น สิ่งที่ต้องคิดคือ

หนึ่ง การทดลองการบินนั้นเป็นการบินแบบง่ายๆ ยังไม่น่าถึงระดับที่ทดสอบให้บินไปตามภูมิประเทศ

สอง การทดลองนั้นมักใช้ความเร็วในระดับ “ร่อน” (cruising) ซึ่งถ้าเป็นความเร็วแค่ระดับนี้ยังมีเครื่องบินที่บินได้เร็วพอกันแล้วสกัดยิงได้

สาม ขีปนาวุธร่อนนั้นเวลาบินต้องมีการเปรียบเทียบข้อมูลภูมิประเทศของเส้นทางการบินกับสัญญาณที่มิสไซส์จับได้เพื่อปรับปรุงเส้นทาง แต่ว่า เกาหลีเหนือไม่มีไม่มีดาวเทียมไว้ส่งสัญญาณ GPS แล้วจะได้ข้อมูลภูมิประเทศกับสัญญาณ GPS จากไหน? หรือว่าได้มาจากจีน? (ถ้าจะถามว่ามาจากรัสเซียได้ไหม อาจจะได้ แต่รัสเซียคงต้อง “คิดเงิน” และเกาหลีเหนือไม่น่าจะมีเงินจ่าย) ถ้าคิดว่าอะไรๆ ทุกอย่างที่เกาหลีเหนือทำมาได้ถึงทุกวันนี้มีพี่จีนอยู่เบื้องหลัง ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิงที่เกาหลีเหนือจะ “ทำได้”

ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรญี่ปุ่นก็ควรระวังตัวไว้ก่อนเป็นดี เพราะคราวนี้มันจะไม่ใช่แค่ “ขีปนาวุธทิ้งตัว” (ballistic missile) เท่านั้นที่ญี่ปุ่นต้องระวัง เพราะว่า หากพิสัยของขีปนาวุธร่อนของเกาหลีเหนือไกลขึ้นได้ถึง 1,500 กม. จริง ญี่ปุ่นจะต้องปกป้องพื้นที่กว้างที่ครอบคลุมตั้งแต่ฮอกไกโด ฮอนชู คิวชู จนถึงโอกินาว่า ในขณะที่จรวดต่อต้านอากาศยาน SAM ที่ติดตั้งที่จังหวัดนีงาตะและจังหวัดอาโอโมรินั้นก็เป็นรุ่นเก่า ซึ่งอาจจะสกัดขีปนาวุธเกาหลีเหนือไม่ได้ ส่วนที่จังหวัดอะคิตะและอิวาเตะนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะติดตั้งจรวดต่อต้านอากาศยาน (ประชาชนคงต้องไปขุดหลุมหลบภัยกันเอง) ส่วนการใช้ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานนั้น ก็ต้องเอาไปใช้ในพื้นที่สำคัญอย่างเขตมหานคร โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงงาน ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น ฐานทัพของกองกำลังป้องกันตนเอง ท่าเรือ พูดอีกอย่างคือ ถ้ามาจริง อาจมีหลายพื้นที่ในประเทศญี่ปุ่นที่ “ป้องกันตัวเองไม่ได้” และถ้าญี่ปุ่นต้องระวังทั้งเกาหลีเหนือจากทางเหนือ (โทโฮคุ) และจีนแผ่นดินใหญ่จากทางใต้ (โอกินาว่า) นั่นแปลว่า ญี่ปุ่นจะต้องเจอศึกสองด้าน โดนกระหนาบทั้งบนทั้งล่างเลยทีเดียว

สำหรับใครก็ตามที่คิดว่าการต่อสู้ด้วยยุทโธปกรณ์นั้นคงไม่มีอีกแล้วในโลก คิดใหม่นะครับ อ่านเรื่องราวคราวนี้แล้ว บทกวีนี้ผุดขึ้นมาให้หัวผู้เขียนเลย “แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์ ศัตรูกล้ามาประจัน จะอาจสู้ริปูสลาย” สวัสดีครับ

สรุปเนื้อหาจาก Yahoo! Japan