เชื่อหรือไม่? มีชาวโรฮิงญาอพยพมาถึงญี่ปุ่นด้วย!?

ผู้เขียนได้เคยอ่านข่าวและเรื่องราวเกี่ยวกับชาวโรฮิงญามาหลายเรื่อง ทั้งเรื่องที่เป็นที่ไม่ต้อนรับของประชาชาติทั้งหลาย (ไม่อยากรับคนพวกนี้เข้ามา) ความเดือดร้อนของบังคลาเทศที่ต้องรับภาระผู้อพยพพวกนี้จนหลังแทบหัก และอื่นๆ พอผู้เขียนสงสัยขึ้นมาว่ามีเรื่องราวอะไรของชาวโรฮิงญาที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นไหม ก็เจอเนื้อหาที่อ่านแล้วตกใจมากว่า “มีชาวโรฮิงญาอพยพมาถึงญี่ปุ่นด้วย” จึงขอเก็บความมาเล่าสู่กันฟังดังนี้

ผู้อพยพชาวโรฮิงญายุคบุกเบิก

นายมิซูโนะ โฮเซ (水野保世) ปัจจุบันเป็นประธานบริษัท Al Hussain International Trading  อยู่ที่จังหวัดกุนมะ เดิมชื่อ “อองทิน” เขาเป็น “ชาวโรฮิงญา” แต่ก็ได้มาอยู่ทำมาหากินในญี่ปุ่นจนได้สัญชาติญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2558 นายอองทินมาอยู่ที่อำเภอทาเทบายาชิ จังหวัดกุนมะ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 สมัยนั้นมีชาวโรฮิงญาอยู่ที่อำเภอดังกล่าวแค่ไม่กี่คน หลายคนเดินทางมาญี่ปุ่นด้วยพาสปอร์ตปลอม และพอมาถึงปี พ.ศ. 2549 ปรากฏมีคนโรฮิงญาอาศัยอยู่ที่นั่น 70 คน เขาแต่งงานกับภรรยาชาวโรฮิงญาด้วยกันในปี พ.ศ. 2544 และมีลูกสามคน คนโรฮิงญาหลายคนก็มามีลูกที่นี่จนที่นี่กลายเป็นชุมชนชาวโรฮิงญาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โดยมีจำนวนชาวโรฮิงญาถึง 270 คน (ณ ปี 2021)

ชาวโรฮิงญาที่อพยพมาอยู่ญี่ปุ่นนั้นมีสถานะต่างๆ กัน มีทั้งผู้ที่ได้สิทธิ์พำนักถาวร คนที่ “ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว” จากการถูกกักขังในข้อหาหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งคนที่ “ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว” นั้น จะไปทำงานก็ไม่ได้ หรือเข้าระบบประกันสุขภาพแห่งชาติก็ไม่ได้ (ก็คือไม่มีรายได้ ไม่มีสวัสดิการ—ผู้เขียน) ฉะนั้น เพื่อช่วยเหลือชาวโรฮิงญาด้วยกันทั้งในเรื่องค่าครองชีพและค่ารักษาพยาบาล จึงเกิดมี “สมาคมชาวโรฮิงญาพม่าในญี่ปุ่น” (在日ビルマロヒンギャ協会) ขึ้นมา โดยนายอองทินเป็นรองประธาน ทำงานวิ่งเต้นกับรัฐบาลญี่ปุ่นให้บุคคลเหล่านี้ได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัย

อย่างไรก็ดีการตั้งชุมชนของคนต่างชาติในญี่ปุ่นนั้นก็ไม่ง่าย คนในท้องถิ่นบางทีก็ไม่ไว้ใจ บางทีก็มีประเด็นเรื่องการแยกขยะและเสียงรบกวนในตอนกลางคืน คนโรฮิงญาบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาต้องมี “ใบขับขี่” ถึงจะขับรถได้

นายอองทินต้องหนีจากพม่าเนื่องจากเคยไปร่วมในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2531 สหายหลายคนถูกสังหารในการปราบปรามของทหาร ตัวเขาเองเคยถูกควบคุมตัวสามครั้ง พอมาปี พ.ศ. 2533 เขาได้หนีเข้ามาเมืองไทย แล้วก็ไปมาเลเซีย บังกลาเทศ จนถึงซาอุดิอาระเบีย ก่อนที่จะเข้าประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2535 ซึ่งก็อยู่มาแล้วหลายที่ทั้งจังหวัดอิบารากิ จังหวัดไซตามะ จนมาปักหลักที่อำเภอทาเทบายาชิ จังหวัดกุนมะ กับชีวิตที่ลำบาก พูดอังกฤษก็ไม่ค่อยได้ ที่จะละหมาดก็ไม่มี

ในปี พ.ศ. 2549 เขาตั้งบริษัทส่งออกรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามือสอง โดยใช้ทุนรอนที่สะสมจากการทำงานโรงงาน พอปี พ.ศ. 2550 เขาซื้อบ้านมือสองในเมืองและดัดแปลงให้เป็นมัสยิดพร้อมกับเป็นโรงเรียนสอนศาสนาด้วย แน่นอนพวกเขายังต้องถือเคร่งในข้ออาหารว่าต้องเป็น “ฮาลาล” เด็กๆ ชาวโรฮิงญาที่เรียนในโรงเรียนประถมหรือมัธยมต้นในอำเภอทาเทบายาชินั้นต้องเอาข้าวมากินที่โรงเรียน เพื่อจะได้ไม่ฝ่าฝืนข้อบัญญัติของศาสนา (ทั้งที่จริงๆ แล้วโรงเรียนในเมืองนั้นจะมี “ศูนย์อาหารกลางวัน” ที่ทำหน้าที่แจกจ่ายอาหารกลางวันให้นักเรียน—ผู้เขียน)

ในปี พ.ศ. 2561 นายอองทินได้เอาเงินจากการระดมทุนจากคราวด์ฟันดิ้งและออกทุนทรัพย์ส่วนตัวสร้างโรงเรียนในค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในบังกลาเทศ และในปีนี้ก็ยังช่วยเหลือชาวโรฮิงญาในบังกลาเทศด้วยการบริจาคของใช้ในประจำวันกับหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันโควิดด้วย เรียกว่าเมื่อตัวเองได้ดีแล้วก็พยายามช่วยเหลือคนชาติพันธุ์เดียวกันเท่าที่จะทำได้

ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับผู้อพยพชาวโรฮิงญาในญี่ปุ่น

ข่าวล่าสุดเมื่อวันที่ 29 กันยายนปีนี้ ทาง “สมาคมชาวโรฮิงญาพม่าในญี่ปุ่น” เปิดเผยว่ามีผู้อพยพชาวโรฮิงญาทั้งครอบครัวซึ่งมีสมาชิกถึงห้าคน ได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัย มีผู้หญิงอายุ 27 คนหนึ่งและลูกสาวสองคน (คนหนึ่งสองขวบ อีกคนยังไม่ถึงขวบ) ซึ่งอยู่ที่เมืองทาเทบายาชิ จังหวัดกุนมะ และพ่อกับแม่ของผู้หญิงคนดังกล่าวซึ่งอาศัยที่อำเภออิจิกาวะ จังหวัดจิบะ

รัฐบาลญี่ปุ่นยอมรับและปกป้องชาวต่างชาติที่รอดจากการกดขี่ข่มเหงในฐานะผู้ลี้ภัยตามอนุสัญญาปี ค.ศ. 1951 ว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย อย่างไรก็ดีกระทรวงยุติธรรมของญี่ปุ่นระบุว่าในจำนวนผู้อพยพที่ยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัยจำนวน 3,936 คนในปี พ.ศ. 2551 มีเพียง 47 คนเท่านั้นที่ได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัย การที่มีผู้อพยพได้รับการรับรองสถานะน้อยมากๆ นั้นจะต้องมีกระบวนการพิสูจน์ว่าบุคคลนั้นๆ ถูกกดขี่ข่มเหงในประเทศต้นทางจริง ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นหลายกรณีก็ไม่อาจพิสูจน์ได้

ส่วนผู้หญิงคนดังกล่าวนั้น เธอต้องลี้ภัยมาเนื่องจากพ่อของเธอเคยประท้วงรัฐบาลเมียนมาร์เรื่องไม่ยอมรับชาวโรฮิงญาเป็นพลเมือง เธอกับพ่อแม่นั้นหนีเข้ามาที่ญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2560 อีกปีต่อมาก็พบรักและแต่งงานกับชายชาวโรฮิงญาด้วยกันแล้วก็ย้ายมาอยู่ที่อำเภอทาเทบายาชิจนถึงทุกวันนี้ (แสดงว่ามามีลูกที่ญี่ปุ่นนี่) ทุกวันนี้ก็พยายามเลี้ยงลูกไปด้วยเรียนภาษาญี่ปุ่นไปด้วยเพื่อจะได้หางานทำได้ในอนาคต

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับผู้เขียนแล้วอ่านแล้วก็รู้สึกว่ามัน “แปลกแต่จริง” หรือจะบอกว่า “จริงแต่แปลก” ดีหนอ ส่วนประเด็นต่างๆ ใครจะคิดอย่างไรทั้งในแง่สิทธิมนุษยชน แง่ปัญหาเศรษฐกิจสังคมหรือความมั่นคง ก็แล้วแต่จะคิดนะครับต่างคนต่างมุมมอง แต่ขอให้ท่านผู้อ่านคิดไว้เถิด (โดยเฉพาะวัยรุ่นที่หลงไปตามกระแสชังชาติ หรือร้องปาวๆ ว่า “อยากออกนอกประเทศ” อยากไปอยู่เมืองนอก ฯลฯ) ว่าการที่เราเป็นชนชาติที่มีประเทศชาติของตัวเอง มีสถานะพลเมือง อย่างไรก็ดีกว่าการออกไปอยู่ต่างแดนแน่ครับ เพราะเจ้าของประเทศเขาจะคิดอย่างไร ปฏิบัติอย่างไรกับเราบ้างก็ไม่รู้ จะดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้ ยิ่งไปทำตัว “แตกต่าง” ก็ยิ่งอยู่ยาก เว้นแต่จะยอมโดนกลืนชาติกลืนภาษา ทิ้งอัตลักษณ์ของชนชาติตนไปเสีย เรื่องนี้ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนเช่นกันครับ ก็ขอฝากเอาไว้ให้คิด วันนี้ก็ขอลาแต่เพียงเท่านี้ก่อน สวัสดีครับ

สรุปเนื้อหาจาก Yahoo! Japan และ asahi