ย้อนรอยเส้นทางการเมืองของชินโซ อาเบะ: นายกรัฐมนรัฐมนตรีคนสุดท้ายแห่งสมัยเฮย์เซ

เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา ทั่วโลกคงทราบกันแล้วว่า นายสุงะ โยชิฮิเดะ ได้กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 99 ของญี่ปุ่น ต่อจากนายชินโซ อาเบะ ที่ได้ประกาศลาออกอย่างกะทันหันเนื่องด้วยอาการลำไส้อักเสบ ปิดตำนานนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่ดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 8 ปี ซึ่งถือว่านานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองญี่ปุ่น

การลาออกของนายอาเบะในครั้งนี้ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองในญี่ปุ่นเพราะขาดนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤติจากโควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลกเช่นนี้ ทำให้ในวันที่ 28 สิงหาคม 2020 ที่นายอาเบะได้ประกาศลาออกอย่างเป็นทางการต่อหน้าสื่อนั้น ดัชนีหุ้นนิเคอิร่วงลงถึง 600 จุดเลยทีเดียว

นอกเหนือไปจากการลาออกกะทันหันในช่วงที่วิกฤติโควิดยังไม่คลี่คลายแล้ว การเมืองระหว่างประเทศในตอนนี้ยังถือเป็นเรื่องอ่อนไหวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ อีกทั้งยังใกล้ช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของญี่ปุ่นที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้

การลาออกของอาเบะในครั้งนี้ทำให้เกิดการยื้อแย่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ของกลุ่มก้อนต่างๆ ในพรรค LDP ที่จะมาแทนอาเบะในช่วงวาระที่เหลืออีก 1 ปี ก่อนที่การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในเดือนตุลาคม 2021 และสุดท้ายคนที่ได้ตำแหน่งนี้ไปก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คืออดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอย่างสุงะ โยชิฮิเดะ ที่ได้ชื่อว่าเป็นมือขวาของอดีตนายกอาเบะนั่นเอง

ในโอกาสที่อดีตนายกอาเบะอำลาตำแหน่ง ทาง ANNGLE ขอพาคุณผู้อ่านย้อนกาลเวลากลับไปรู้จักหนึ่งในอดีตนายกรัฐมนตรีที่กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งตำนานในหน้าประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของญี่ปุ่นกันค่ะ

ประวัติชินโซ อาเบะ

นายชินโซ อาเบะ เกิดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 1954 (ปีโชวะที่ 29) ครอบครัวของนายอาเบะไม่ว่าจะเป็นฝั่งพ่อหรือแม่ก็ถือว่าเป็นครอบครัวของนักการเมืองโดยแท้ เขาเป็นลูกชายคนที่ 2 ของนายชินทาโร่ อาเบะ และนางโยโกะ อาเบะ (นามสกุลเดิม คิชิ) มีพี่ชาย 1 คน ชื่อนายฮิโรโนบุ อาเบะ (ปัจจุบันเป็นประธานและ CEO ของบริษัท Mitsubishi Shoji Packaging Corporation) และน้องชาย 1 คน ชื่อนายโนบุโอะ คิชิ (ปัจจุบันได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ ในรัฐบาลของนายสุงะ โยชิฮิเดะ)

ครอบครัวฝั่งพ่อของนายอาเบะนั้น มีพื้นเพมาจากอำเภอนากาโตะ จังหวัดยามากูจิ ทวดของนายอาเบะนั้นชื่อนายคัง อาเบะ เคยดำรงตำแหน่งนายพลในกองทัพแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในคณะรัฐบาลในช่วงปี 1937-1946

ในช่วงสงครามแปซิฟิก พ่อของนายอาเบะยังเป็นหนึ่งในนักบินอาสาสมัครของฝูงบินกามิกาเซ่ แต่สงครามจบลงก่อนที่พ่อของเขาจะฝึกเสร็จจึงไม่ได้เข้าร่วมภารกิจนี้ อย่างไรก็ดี นายชินทาโร่ ก็ได้เข้ารับตำแหน่งส.ส. ในปี 1958-1991 และตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในปี 1982-1986

ทางฝั่งแม่ นางโยโกะ นั้นเป็นลูกสาวของโนบุสุเกะ คิชิ อดีตที่ปรึกษาของอดีตนายกโตโจ ฮิเดอากิ ผู้นำญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามด้วยการบุกโจมตีอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ และคุณตาของอาเบะเองก็เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในช่วงระหว่างปี 1957-1960 อีกด้วย

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง คุณตาของเขาตกเป็นอาชญากรสงคราม แต่นโยบายของฝ่ายสัมพันธมิตรที่เข้าควบคุมญี่ปุ่นหลังจากนั้นได้มีท่าทีเปลี่ยนไป คุณตาของเขาจึงได้รับการปล่อยตัว และก่อตั้งพรรค Japan Democratic Party ขึ้น

ต่อมาในปี 1955 ชิเงรุ โยชิดะ แห่งพรรค Liberal Party และคุณตาของนายอาเบะก็ได้รวมพรรคกัน จนเกิดเป็นพรรคการเมืองใหม่ที่ชื่อว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย หรือเรียกย่อๆ ว่าพรรค LDP (ภาษาญี่ปุ่น : จิมินโต) ซึ่งก็เป็นพรรคการเมืองที่นายชินโซ อาเบะสังกัดอยู่ทุกวันนี้ เรียกว่าเป็นลูกหลานของผู้ก่อตั้งพรรคโดยแท้เลยค่ะ

นายอาเบะนั้นเข้ารับการศึกษาระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนเซเค และเข้าศึกษาต่อในคณะรัฐศาสตร์ สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยเซเค จากนั้นได้มุ่งหน้าศึกษาต่อยัง University of Southern California ประเทศสหรัฐอเมริกา ในคณะรัฐศาสตร์ สาขานโยบายสาธารณะ

นายอาเบะเริ่มทำงานครั้งแรกในฤดูใบไม้ผลิ ปี 1979 ในบริษัท Kobe Steel, Ltd. และลาออกในปี 1982 เพื่อมุ่งสู่สนามการเมือง

ชีวิตส่วนตัวของนายอาเบะนั้น สมรสกับนางยูกิเอะ อาเบะ (นามสกกุลเดิม มัทสึซากิ) อดีตนักจัดการวิทยุ ที่แฟนๆ มักเรียกเธอว่า “ดีเจงักกี้” ในปี 1987 ส่วนเบื้องหลังครอบครัวของอดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของญี่ปุ่นผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะเธอเป็นถึงลูกสาวของประธานบริษัทผู้ผลิตขนมหวานชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง Morinaga นั่นเอง อย่างไรก็ดี เนื่องจากการรักษาภาวะผู้มีบุตรยากไม่สำเร็จ ทำให้ทั้งคู่ไม่มีบุตรร่วมกัน

เส้นทางการเมือง

นายอาเบะเริ่มต้นเส้นทางการเมืองด้วยการเข้าสังกัดพรรค LDP ตามรอยครอบครัว และงานแรกที่ได้รับก็คือเลขาประจำตัวของคุณพ่อ นายชินทาโร่ อาเบะ ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น

ในปี 1993 นายอาเบะได้ที่นั่งสภาล่างเป็นครั้งแรก และดำรงตำแหน่งสำคัญในหลายๆ รัฐบาล เขาได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นต่อจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะหลังจากที่เกาหลีเหนือได้ออกมายอมรับว่ามีการลักพาตัวชาวญี่ปุ่น 13 คนในช่วงปี 1970-1980

ในปี 2005 นายอาเบะได้รับตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายจุนอิจิโร่ โคอิซุมิ (นายสุงะ ก็ดำรงตำแหน่งนี้มาก่อน ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนายกต่อจากนายอาเบะ) และเพียง 1 ปีต่อมา นายอาเบะก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอายุน้อยที่สุด(หลังจากสงครามโลกครั้งที่2)ในประวัติศาสตร์การเมืองญี่ปุ่น ควบตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP แทนที่นายจุนอิจิโร่ โคอิซุมิ ซึ่งถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง

สมัยที่ 1

นายอาเบะถือเป็นนักการเมืองในฝั่งอนุรักษ์นิยม ซึ่งถ้ามองจากประวัติครอบครัวแล้วก็ไม่น่าแปลกใจนัก ในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่ง มีการดำเนินนโยบายการต่างประเทศและกลาโหมแบบแข็งกร้าว โดยพยายามที่จะกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และให้การสนับสนุนสหประชาชาติ (UN) ในการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือที่ดำเนินการทดลองนิวเคลียร์ ด้วยการห้ามมิให้เรือจากเกาหลีเหนือทั้งหมดผ่านน่านน้ำญี่ปุ่น รวมไปถึงปฏิธานอันแรงกล้าที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญของประเทศ โดยเฉพาะมาตรา 9 ที่ห้ามญี่ปุ่นมีกองทัพเพื่อจุดประสงค์อื่นนอกเหนือไปจากการป้องกันตนเอง จึงทำให้กองทัพญี่ปุ่น (จิเอไต) ในขณะนี้สามารถทำได้เพียงตั้งรับ แต่ไม่สามารถบุกประเทศอื่น ตามหลักสิทธิการป้องกันตนเอง (Right of Self -Defense) ได้

สำหรับนโยบายภายในประเทศนั้น อาเบะได้ให้สัญญาว่าจะยกระดับระบบบำนาญและประกันสุขภาพของญี่ปุ่นให้ดียิ่งขึ้น แต่ก็ดันมีข่าวอื้อฉาวเกิดขึ้นว่ารัฐบาลทำเอกสารเบี้ยบำนาญสูญหาย ทำให้ผู้รับบำนาญกว่า 50 ล้านรายได้รับผลกระทบ

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น พรรค LDP สูญเสียเสียงข้างมากในการเลือกตั้งสภาสูงให้กับพรรคฝ่ายค้านอย่าง DPJ (ภาษาญี่ปุ่น: มินชูโต) ทำให้นายอาเบะต้องประกาศลาออกในเดือนกันยายน ปี 2007 แต่ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะปัญหาเรื่องสุขภาพ

การกลับมาครั้งที่ 2 พร้อมกับนโยบาย Abenomics

แม้ว่าจะลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่อาเบะก็ยังมีตำแหน่งในสภาล่าง เสียงของเขาค่อยๆ เงียบหาย จนในปี 2012 เขาได้รับเลือกให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค LDP อีกครั้ง พ่วงด้วยตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นสมัยที่ 2

ภารกิจแรกหลังจากกลับมาในครั้งนี้ เขาได้เดินทางไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ ที่ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อสักการะดวงวิญญาณของทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นอาชญากรสงครามด้วย ทำให้เพื่อนบ้านอย่างจีนและเกาหลีใต้ไม่พอใจ เพราะเป็นรอยแผลขนาดใหญ่ในประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออก ในเวลานั้นทั้งจีนและเกาหลีใต้ตกเป็นเหยื่อของจักรวรรดิญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นการสังหารหมู่ที่นานกิง หรือการที่หญิงสาวชาวเกาหลีกว่า 200,000 คน ถูกบังคับให้มาเป็นหญิงบริการแก่กองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงคราม

ในด้านเศรษฐกิจ อาเบะได้ริเริ่มนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ชื่อว่า Abemomics (อาเบะโนมิกส์) โดยมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ตกต่ำมายาวนาน และเร่งฟื้นฟูพื้นที่ทางภาคอีสาน (โทโฮคุ) ที่ได้รับผลกระทบจากสึนามึในปี 2011

นอกจากนี้ยังมีการดำเนินมาตรการผ่อนปรนทางการเงิน เพิ่มอัตราเงินเฟ้อเพื่อทำให้ค่าเงินเยนลดลงเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าห์และเงินสกุลต่างประเทศอื่นๆ กระตุ้นและปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ แม้ว่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นในช่วงแรก แต่กลับเติบโตอย่างเชื่องช้าในเวลาต่อมา ทำให้เกิดคำถามว่า นโยบายของเขาได้ผลจริงหรือไม่?

อาเบะโนมิกส์นั้นดูเหมือนจะเป็นแผนเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะอัตราการว่างงานในปี 2013 ลดลง ญี่ปุ่นสามารถเรียกความมั่นใจจากต่างชาติในเวทีโลกกลับมาได้อีกครั้ง อย่างไรก็ดี การประกาศขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 5% เป็น 8% ในปี 2014 นั้นทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นถดถอยลงอย่างมาก ไม่นานอาเบะก็ประกาศยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่อย่างรวดเร็วภายในปีเดียวกัน และในครั้งนั้นอาเบะก็ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นและกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งสมัย แต่ทว่าเมื่อมาดูตัวเลขแล้ว ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งนั้นมีความกระตือรือร้นที่จะออกมาใช้สิทธิน้อยกว่าที่เคย

สมัยที่ 3 เดินหน้าปฏิรูปรัฐธรรมนูญ/โตเกียวโอลิมปิก/และโควิด-19

เรียกว่าเป็นสมัยที่หนักหน่วงที่สุดของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอาเบะเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 9 เพื่อให้ญี่ปุ่นมีสามารถมีกองทัพของตัวเองหลังจากที่ถกเถียงกันมานาน โดยมีความเห็นแตกออกไป 3 แบบคือ

แบบที่ 1 : วรรคที่ 1 นั้นยืนยันชัดเจนว่าญี่ปุ่นต้องมีสันติภาพ ซึ่งสันติภาพในที่นี้ก็คือ ญี่ปุ่นต้องไม่มีกองทัพ ซึ่งก็มีการเสนอว่าให้ตัดวรรคที่ 2 ที่เกี่ยวกับการมีกองกำลังป้องกันตัวเอง (จิเอไต) ออกไป เพื่อให้สามารถตีความทางกฎหมายได้กว้างขึ้นแล้วแต่กรณี

แบบที่ 2 : เป็นแบบที่อาเบะต้องการคือ ไม่ต้องตัดวรรคที่ 2 ออกไปให้มันคลุมเครือ แต่บอกให้ชัดไปเลยว่าญี่ปุ่นต้องมีสิทธิที่จะป้องกันตัวเอง ซึ่งนั่นรวมถึงหลักสิทธิการป้องกันตนเอง (Right of Self -Defense) ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศด้วย

แบบที่ 3: คงวรรคที่ 2 ไว้ แต่เพิ่มเติมคือให้เป็นญี่ปุ่นมีสิทธิที่จะตัดสินใจในการปกป้องอธิปไตยของตนเอง โดยปรับให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ

ซึ่งโพลร้อยละ 60% ประชาชนชาวญี่ปุ่นก็ไม่ได้อยากให้แก้ เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับปัญหาทางเศรษฐกิจในตอนนี้แล้ว  การแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน อีกทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้อาจจะส่งผลต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างจีนและเกาหลีใต้ ที่มองว่าญี่ปุ่นอาจจะกลับไปสู่ลัทธิทหารแบบเดิม

ในการแก้รัฐธรรมนูญนั้นต้องได้ความเห็นชอบ 2ใน 3 ของทั้งสภาสูงและสภาล่าง เมื่อผ่านแล้วร่างรัฐธรรมนูญต้องได้รับการรับรองจากประชาชนเกินครึ่ง ซึ่งการขอความร่วมมือจากประชาชนตรงส่วนนี้บอกเลยว่ายากในภาวะเช่นนี้ หากแต่ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นจุดขายที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคทั้ง 3 คน (สุงะ อิชิบะ คิชิดะ) เห็นพ้องต้องกัน ดังนั้นในอีก 1 ปีข้างหน้านี้จึงถือเป็นอีกความท้าทายที่ต้องการจับตาดูว่านายกสุงะจะทำได้หรือไม่

ก่อนที่จะลาออกจากตำแหน่ง ความพยายามเฮือกสุดท้ายของอาเบะก็คือ เรียกความเชื่อมั่นของต่างชาติต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับคืนมา ซึ่งแผนการนั้นก็คือการจัดโตเกียวโอลิมปิก 2020

ความสำเร็จของการจัดโตเกียวโอลิมปิกนั้นเรียกว่าช่วยพลิกฟื้นภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นหลังสงครามเลยก็ว่าได้ เพราะโตเกียวโอลิมปิก 1964 ทำให้ญี่ปุ่นได้กลับมาเปิดตัวสู่สายตาชาวโลกอีกครั้งอย่างภาคภูมิ ด้วยการเปิดใช้รถไฟชินกันเซ็นเป็นครั้งแรกและทะยานเป็นเจ้าเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ดังนั้นในวิกฤติทางเศรษฐกิจเช่นนี้ เม็ดเงินจากการจัดโอลิมปิกจึงถือเป็นแผนการใหญ่ของอาเบะเลยทีเดียว

แต่แล้วทุกอย่างก็พังทลายเมื่อโควิด-19 เริ่มระบาด แม้ว่าจะพยายามยื้อ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าฝืนไม่ไหวและยกเลิกการจัดโตเกียวโอลิมปิก 2020 ไป ทำให้ทางการญี่ปุ่นขาดทุนมหาศาลกับสิ่งที่ต้องลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ หรือเงินชดเชยที่ต้องจ่ายให้ประชาชนในช่วงโควิด-19

ความนิยมต่อพรรครัฐบาลตกต่ำลงจากการรับมือกับโควิด-19 ที่ติดๆ ขัดๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “อาเบะโนะมาส์ก” ที่แจกหน้ากากอนามัยให้กับประชาชนทุกครัวเรือน ครอบครัวละ 2 แผ่น (ต่อให้มีสมาชิก 5 คน ก็ให้ 2 แผ่นนี่แหละ) เท่านั้นยังไม่พอ หน้ากากที่ไปถึงมือประชาชนก็มีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถปิดจมูกและปากได้ มาส์กเปลี่ยนเป็นสีเหลืองบ้าง ขึ้นราบ้าง ได้รับช้าบ้าง ทำให้ประชาชนมองว่าเปล่าประโยชน์ที่จะทำ

นอกจากนี้ ในช่วงสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง รัฐบาลได้ผุดแคมเปญ Go to Travel เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ทั้งๆ ที่รู้ว่าการเดินทางออกนอกพื้นที่จะยิ่งทำให้เชื้อแพร่ระบาดไปกันใหญ่ โดยเฉพาะกับจังหวัดเล็กๆ ที่มีโรงพยาบาลไม่เพียงพอ จนรัฐบาลต้องตัดสิทธิ์ของชาวโตเกียวออกไปให้ไม่สามารถร่วมในโครงการนี้ได้

ความนิยมในตัวนายกอาเบะเป็นไปอย่างขึ้นๆ ลงๆ ทำดีเสมอตัว ทำไม่ดีก็โดนด่า แต่ก็ไม่มีใครในพรรคที่จะมีอิทธิพลมากพอที่จะกล้าท้าทายหรือโค่นอำนาจเขา ทางพรรค LDP นั้นถึงขั้นแก้กฎหมายเพื่อให้อาเบะสามารถดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นสมัยที่ 3 ได้เลยทีเดียว

หลังจากที่มีข่าวลือว่าอดีตนายกอาเบะได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในเดือนกรกฎาคม ต่อมาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2020 นายกอาเบะก็ได้ประกาศลาออกหลังจากทุบสถิติในการดำรงตำแหน่งนายกที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์มาได้เพียง 4 วันเท่านั้นด้วยอาการป่วยลำไส้อักเสบเรื้อรัง

ในการแถลงข่าวนั้นอดีตนายกอาเบะกล่าวว่า มีความต้องการที่จะลาออก เพราะไม่ต้องการให้อาการป่วยของตน กระทบกับการตัดสินใจในการบริหารประเทศ และกล่าวขอโทษชาวญี่ปุ่นที่ไม่สามารถทำหน้าที่จนครบวาระได้ ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลเดียวกันกับที่เขาลาออกตอนที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรกเมื่อปี 2007

การลาออกในครั้งนี้ นอกจากจะถูกบันทึกว่าเป็นการลาออกของนายกที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดแล้ว ยังเกิดปรากฏการณ์ทางเมืองแปลกๆ อีกอย่างคือ หลังจากการประกาศลาออกเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ในวันที่ 30 สิงหาคม ความนิยมของรัฐบาลก็พุ่งพรวดขึ้นถึง 12% เลยทีเดียว

ความท้าทายของญี่ปุ่นหลังยุคอาเบะจะเป็นเช่นไร?

ว่าที่ ร.ต. เสกสรร อานันทศิริเกียรติ นักวิจัยจากสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ ได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า การเปลี่ยนผ่านนายกในครั้งนี้มีความสำคัญต่อการเมืองในเอเชียตะวันออกเป็นอย่างมาก การบ้านที่หนักที่สุดของนายกฯ คนใหม่ก็คือ การพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งต้องใช้เวลานานมากกว่า 5 ปีเลยทีเดียว เพราะว่าหลังจากเกิดโควิด เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็หดตัวลงไปถึง 27%

นายกสุงะคาดว่าจะสานต่อโครงการ “อาเบะโนมิกส์” ของอดีตนายกอาเบะ โดยภายในประเทศจะเน้นที่การเพิ่มโอกาสการจ้างงานและขยายงานไปสู่ต่างจังหวัด เพื่อให้แต่ละจังหวัดมีโอกาสคิดและสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้น

ส่วนด้านต่างประเทศคือ จะพยายามนำฐานการผลิตกลับสู่ญี่ปุ่น หรือกระจายความเสี่ยงออกจากอเมริกาและจีนกลับมาสู่อาเซียน โดยได้เล็งไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และสิงค์โปร์เอาไว้ ซึ่งผู้เขียนมองว่าไทยเองก็ควรเตรียมตัวให้พร้อมกับโอกาสที่จะมาพร้อมการกับเปลี่ยนผ่านทางการเมืองญี่ปุ่นในครั้งนี้ด้วยค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก: britannica, kyodonews, cnbc, kantei, newsweekjapan

Total
9
Share