“มาตรการป้องกันการแพร่ระบาด” (มัมโบ まんぼう) กับการรับมือโควิดระลอกใหม่ที่ญี่ปุ่น ณ ปี 2021

ในขณะที่ตอนนี้ภาวะโควิดเมืองไทยมาถึงจุดที่สิ้นคิดเต็มทน มีคนต้องขังตัวเองรอรถพยาบาลที่ไม่มาสักทีจนตายคาบ้านก็มี ได้เตียงก็สายเกินไป ไปตายที่ รพ. ก็มี ฉีดวัคซีนแล้วตายก็มี พอมีคนชูประเด็นสมุนไพรไทยป้องกันโรค ก็มีข่าวตามโซเชียลผีบอกว่ากินเยอะไปไม่ดีนะ บลาๆ สำคัญกว่าการจะมีหมอมีเตียงไหม มีวัคซีนฉีดไหม สำหรับประชาชนคนเดินถนนอย่างเราๆ ก็อยู่ที่จะป้องกันตัวเองยังไง ส่วนเรื่องที่หน่วยงานต่างๆ จะทำอย่างไรให้เชื้อมันไม่แพร่ระบาดนั้น มาดูเมืองญี่ปุ่นกันดีกว่าครับว่าหน่วยงานภาครัฐของเขาคิดอ่านอย่างไรในการยับยั้งภัยพิบัติครานี้

“มาตรการเน้นหนักไปที่การป้องกันการแพร่ระบาด” (มังเอ็นโบชิโตจูเท็จโซจิ 蔓延防止等重点措置 เรียกย่อๆ ว่า “มัมโบ” ก็ได้) เป็นระบบที่ใช้รับมือโดยมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อ เช่นการขอให้กิจการห้างร้านต่างๆ ลดเวลาทำการลง (ทำนองเดียวกับที่เมืองไทยขอให้ปิดห้างสามทุ่ม) ซึ่งแต่ละจังหวัดหรือเขตปกครองพิเศษ (เช่น นครหลวงโตเกียว นครโอซาก้า) สามารถกำหนดเอาได้ว่าจะดำเนินมาตรการเมื่อไหร่ถึงเมื่อไหร่ หรือใช้มาตรการกับเขตอำเภอตำบลหมู่บ้านใดในพื้นที่ของตนเอง

แล้ว “มาตรการป้องกันการแพร่ระบาด” (มัมโบ) ต่างกับ “การประกาศภาวะฉุกเฉิน” (คิงคิวจิไทเซ็นเก็น 緊急事態宣言) อย่างไร?

หนึ่ง “ภาวะฉุกเฉิน” นั้น เป็นการที่รัฐบาลกลาง กล่าวคือ นายกรัฐมนตรี ออกประกาศภาวะฉุกเฉิน ให้กับจังหวัดหนึ่งๆ (ก็คือเป็นคำสั่งจากรัฐบาลกลาง) ส่วน “มาตรการป้องกันการแพร่ระบาด” นั้น เป็นการตัดสินใจกำหนดพื้นที่เป้าหมายโดยผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นๆ (เหมือนเรื่องที่ให้ปิดทำการกิจการต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่คราวนี้ก็เป็นคำสั่งของทางจังหวัด)

สอง “ภาวะฉุกเฉิน” นั้นรัฐบาลกลางจะประกาศต่อเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดมาถึงขั้นที่ 4 ส่วน “มาตรการป้องกันการแพร่ระบาด” นั้นจะใช้เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดมาถึงขั้นที่ 3

“การประกาศภาวะฉุกเฉิน” นั้นมักจะมาในรูปของการขอให้ “งดออกจากบ้าน” (ประมาณว่า อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ) ลดเวลาทำการของร้านค้า (เช่นอย่างเมืองไทย ร้านสะดวกซื้อจะไม่ได้เปิด 24 ชั่วโมงอีกต่อไป) ส่วน “มาตรการป้องกันการแพร่ระบาด” นั้นก็จะเน้นไปที่การงดการไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด (เหมือนเมืองไทยเรื่องพื้นที่สีแดง) และก็ลดเวลาทำการของร้านค้าด้วย (ตอนนี้ไทยมาถึงจุดที่ล็อคดาวน์งดกิจการบางอย่าง เช่น โรงหนัง โรงยิม กันในบางจังหวัดแล้ว)

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องค่าปรับ (ค่าปรับทางปกครอง administrative fine) กรณีที่ปฏิเสธคำขอให้ลดเวลาทำการลง ซึ่งค่าปรับภายใต้การประกาศภาวะฉุกเฉิน (คำสั่งของรัฐบาลกลาง) อยู่ที่ 300,000 เยน ส่วน “มาตรการป้องกันการแพร่ระบาด” (คำสั่งของจังหวัด) อยู่ที่ 200,000 เยน ในกรุงโตเกียว จังหวัดคานากาวะ จิบะ และไซตามะ ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคมถึง 31 มีนาคม ได้ขอให้ประชาชนงดการออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น ร้านอาหารลดเวลาทำการลง (เปิดได้ถึงสามทุ่ม ที่เชียงใหม่ตอนนี้ ประกาศว่านั่งกินได้ถึงสามทุ่ม แต่ยังขายได้ถึงห้าทุ่มแบบห่อกลับบ้าน อืม) และจำกัดการจัดอีเวนท์ต่างๆ พอตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไปจึงค่อยผ่อนปรนโดยกะว่าวันที่ 21 เมษายน จะให้ขายอาหารได้ถึงเที่ยงคืน (แต่ว่า ณ ตอนนี้ กรุงโตเกียว ประกาศ ”ภาวะฉุกเฉิน” แล้วนะครับ บางเขตปกครองเช่นนครโอซาก้าเองก็ต้องขอให้รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินเช่นกัน คือเรื่องมันใหญ่เกินกว่าระดับจังหวัดรับมือไปแล้ว ดังที่เคยเรียนท่านผู้อ่านแหละครับว่าวันที่ 18 เมษายน ยอดผู้ป่วยติดเชื้อวันเดียวปาเข้าไปพันสองร้อยกว่าคนที่โอซาก้า)

แล้ว Golden Week จะเป็นอย่างไรนี่?

บอกตรงๆ ผู้เขียนก็ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่ถ้าสถานการณ์ไม่ดี ระวังจะกลายเป็นสงกรานต์เมืองไทย คือเป็นวันหยุดยาวที่ห่วยที่สุดในชีวิต ไม่มีงานรื่นเริง ไม่มีการท่องเที่ยว อยู่กับบ้านเฉยๆ ไปนั่นแหละครับ

ดังที่ท่านผู้อ่านได้รับทราบนั่นแหละครับว่าปัญหาโควิดเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจริงๆ รัฐบาลกลางจะสั่งล็อคดาวน์ตูมๆ พวกก็หาว่าทำลายการทำมาหากินอย่างนั้นอย่างนี้ พอรัฐบาลไม่ประกาศเองให้เป็นอำนาจแต่ละจังหวัดสั่ง ก็ไม่รู้ใครจะมาว่าเชื่องช้าหรืออะไรกันหรือเปล่า โรคภัยใครๆ ก็ไม่อยากเป็นหรอกครับไม่ใช่ว่าร้องไม่ให้ล็อคดาวน์อยากหากิน ไม่กลัวโรคฤา เขาก็กลัวโรคกันทุกคนแหละครับ ชั่วโมงนี้เป็นขึ้นมาไม่มีหมอไม่มีเตียงทำไง นอนรอให้อาการหายเองที่บ้านหรือให้อาการทรุดหนักตายคาบ้านหรือครับ? ฉะนั้นก็ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีสติ เซฟตัวเองกันเยอะๆ นะครับ ไม่มีใครจะมาระวังอะไรให้เรานอกจากตัวเราเองครับไม่ว่าประเทศไหนๆ ประชาชนต้องพึ่งตัวเองกันทั้งนั้น สวัสดีครับ

สรุปเนื้อหาจาก kaigo-kyujin