เมื่อแม้แต่ “ต่างหูของทันจิโร่” ใน “ดาบพิฆาตอสูร” ก็ยังกลายเป็นประเด็นในเกาหลีใต้ไปได้

Last updated:

ชั่วโมงนี้ในเมืองไทยคงไม่ต้องบรรยายให้มากความว่าอนิเมะเรื่อง “ดาบพิฆาตอสูร” นั้นดังขนาดไหน แม้แต่เด็ก ป.๑ ก็ยังคลั่งไคล้ ใส่ฮะโอริบ้าง เสื้อยืดสกรีนบ้าง เอาดาบของเล่นไล่ฟันเด็กๆ ข้างบ้าน “ปราณวารีกระบวนท่าที่สิบเอ็ด…” พอเถอะๆ ซึ่งในไทยนั้นการที่ฮิตขนาดนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการ “ผลิตซ้ำ” ในรูปแบบของพวกช่องยูทูบทั้งหลาย ที่พากันแต่งคอสเพลย์แล้วเล่นเป็นละครล้อกันซ้ำไปซ้ำมาบ้าง เล่นอะไรแผลงๆ บ้าง ไหนจะสปอยล์เนื้อเรื่องอีกจนแม้แต่เด็ก ป.๑ ที่แทบไม่เคยดูตัวอนิเมะต้นฉบับใน Netflix ยังจำชื่อตัวละครได้แทบจะหมดทั้งเรื่องเลย เสาหลักมีกี่คน อสูรข้างขึ้นข้างแรม มุซัน โอ้ย รู้จักไปหมด 555

แน่นอนอนิเมะเรื่องนี้ยังอุตส่าห์ไปดังที่เกาหลี (ใต้) ด้วย แต่ก็นั่นหละครับ อย่างที่รู้ๆ กัน ความชาตินิยมแบบเกาหลีก็ทำให้อะไรที่มันไม่น่าจะเป็นประเด็น (อย่างน้อยก็ในมุมมองของเรา) กลายเป็นประเด็นไปได้อยู่เสมอ คราวนี้หวยออกที่ “ต่างหู” ของทันจิโร่ พระเอกคนขายถ่านของเราจนได้สิครับ

เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา VANK ซึ่งเป็นกลุ่มประชาสังคมเกาหลีด้านวิเทศสัมพันธ์ภาคประชาชนในโลกอินเทอร์เน็ต ได้แถลงเกี่ยวกับลวดลายของ “ต่างหู” ที่ชวนให้นึกถึง “ธงอาทิตย์อุทัย” ในอนิเมชั่นเรื่อง Kimetsu no Yaiba โดยเรียกร้องให้ทาง Netflix อธิบายประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น “ซึ่งเป็นประเทศอาชญากรสงคราม”

แค่ลายต่างหูเหมือนธงชาติเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว เกาหลีเป็นไรมากเปล่า…? ผู้เขียนอ่านแล้วนึกสบถขึ้นมาในหัวแบบนี้เลยนะครับ

ข่าวยังบอกอีกว่า นอกจากนี้ VANK ยังเห็นว่าบางฉากในละครเรื่อง “The Baby-Sitters Club” ซึ่งฉายทาง Netflix เช่นกันนั้น ทำให้ญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดในสงครามดูเหมือนตกเป็นเหยื่อ เพราะว่ามีฉากที่คนเชื้อสายญี่ปุ่นในอเมริกาโดนจับกุมคุมขังช่วงสงครามแปซิฟิก VANK กล่าวว่าฉากอย่างนี้อาจทำให้เด็กๆ ที่ไม่รู้จักสงครามจะเข้าใจผิดว่าญี่ปุ่นเป็นเหยื่อ โดยเรียกร้องให้เพิ่มคำอธิบายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นในฐานะที่เป็นชาติอาชญากรสงคราม

…ปล่อยวางบ้างก็ได้นะ เกาหลี…

แต่ผู้เขียนพยายามจะเข้าใจครับว่า เกาหลีและจีนมีความเกลียดกลัว “ธงอาทิตย์อุทัย” ของญี่ปุ่นอารมณ์เดียวกับคนในยุโรปเกลียดกลัว “ตราสวัสดิกะ” ของพรรคนาซีเยอรมันยังไงยังงั้นเลย สำหรับเรื่องตราสวัสดิกะ อย่าทำเป็นเล่นไป เคยมีคดีไอดอลไทยใส่เสื้อแบบนี้แค่มีภาพออกสื่อ ผลคือโดนทั้งสถานทูตอิสราเอล (อดีตชนชาติผู้ถูกกระทำ) และสถานทูตเยอรมัน (อดีตชนชาติที่เขาหาว่าเป็นผู้กระทำ?) ออกมาแถลงว่า เราไม่โอเคกับสิ่งนี้ เล่นเอาร้องไห้ละล่ำละลัก วิ่งไปขอโทษกันแทบไม่ทัน

แล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับ “ดาบพิฆาตอสูร”? ในการจะเข้าใจสิ่งนี้ เราลองมาสำรวจความคิดอ่านของคนเกาหลีกันก่อนไหมครับ ในเรื่องของ “ทัศนะ” ที่มีต่ออนิเมะเรื่องนี้ (ยกเรื่องต่างหู เรื่องลายธงอาทิตย์อุทัยไว้ก่อน)

ที่เกาหลีใต้นั้น “ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่ : ศึกรถไฟสู่นิรันดร์” นั้น กลายเป็นประเด็นให้ต้องถาม-ตอบกันในเว็บไซต์แห่งหนึ่งของเกาหลีว่า “ฉันชอบดาบพิฆาตอสูร แต่คนรอบตัวฉันด่าฉันว่า “แกเป็นพวกขายขาติเหรอ?”….” บลาๆ ซึ่งก็มีคนมาคอมเมนต์ตอบกันดังนี้

“ใครด่าคนอื่นว่าขายชาติ มันน่ะแหละขายชาติ”

“เอาที่สบายใจเลยค่า จะคว่ำบาตรก็เรื่องของคุณ แต่ไปบังคับคนอื่นนี่มัน…”

“คนที่แค่ (เรา) ดูอนิเมะญี่ปุ่นแล้วด่ามันมีแหละ แต่อย่าได้แคร์”

“ดาบพิฆาตอสูรไม่ใช่ “อนิเมะฝ่ายขวา” เสียหน่อย คุณไม่ใช่คนขายชาติหรอก”

เสียงสนับสนุนก็มี แต่เสียงค้านก็มา มาแรงด้วย

“อนิเมะเรื่องนี้เป็น “อนิเมะฝ่ายขวา” และการคว่ำบาตรสินค้าญี่ปุ่นยังไม่จบ คุณน่ะเป็น “คนขายชาติ” เต็มๆ เลย”

“เห็นต่างหูรูปธงอาทิตย์อุทัยแล้วไม่คิดอะไรเลยเหรอ?”

แล้วคำว่า “อนิเมะฝ่ายขวา” ในที่นี้ มันคืออะไร? แล้วมันไปโยงกับ “ดาบพิฆาตอสูร” ได้อย่างไร ทำไมคนเกาหลีต้องพูดว่าอนิเมะเรื่องนี้เป็น “อนิเมะฝ่ายขวา” เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่สามข้อ ข้อแรกคือ “ต่างหูของทันจิโร่” (เอาจนได้) ข้อสองคือเนื้อเรื่องมีแบ็กกราวนด์เป็นประเทศญี่ปุ่นยุคไทโช ซึ่งดันไปตรงกับยุคที่เกาหลีตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ข้อสามคือคนเกาหลีเห็นว่า “นักพากย์” และ “ผู้เขียนมังงะต้นฉบับ” ของอนิเมะเรื่องนี้ ได้เคยกล่าวคำพูดแนวๆ “ฝ่ายขวา” มาก่อนหน้านี้

ผลคือ ลายต่างหูของทันจิโร่ ในภาค “ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่ : ศึกรถไฟสู่นิรันดร์” ถูกดัดแปลงไปจริงๆ เส้นสายที่ยื่นออกมาจากรูปดวงอาทิตย์สีแดง ถูกเปลี่ยนเป็นเส้นแนวนอนใต้รูปดวงอาทิตย์ ให้ดูผิดออกไปจากรูปของธงอาทิตย์อุทัย

แต่ถึงในโลกอินเทอร์เน็ตเกาหลีใครจะว่าอย่างไร “ดาบพิฆาตอสูร” ก็ยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทุกวันในหมู่แฟนๆ อนิเมะที่เกาหลีใต้ ตัวหนังสือการ์ตูนนั้นตอนนี้ที่เกาหลีใต้ตีพิมพ์ไปถึงเล่มที่ 20 และมีแฟนบุ๊คก็ขายหมดอย่างรวดเร็วจนเป็นประเด็นฮอตในโลกสิ่งพิมพ์

ผู้เกี่ยวข้องในแวดลงสิ่งพิมพ์ของเกาหลีกล่าวว่า “โดยปกติแล้ว แฟนบุ๊คนี่คือต้องเป็นแฟนพันธุ์แท้ถึงจะซื้อ แต่แฟนบุ๊ค “ดาบพิฆาตอสูร” นี่ ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกขายหมดภายในไม่ถึงหนึ่งเดือน แล้วเซ็ตการ์ตูนรวมเล่มหนึ่งถึงยี่สิบก็ขายหมดในวันเดียว ถือว่าได้รับความนิยมเป็นพิเศษ”

อนิเมะ “ดาบพิฆาตอสูร” นั้นเริ่มฉายทางเคเบิลทีวีของเกาหลีตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2562 ซึ่งถูกจัดเรท “อายุ 19 ปีขึ้นไปสามารถรับชมได้” เนื่องจากมีฉากโหดเลือดสาดเยอะ (โหดจริงครับฟันทีหัวกระเด็นกลิ้นหลุนๆ) และต้องออกอากาศช่วงเที่ยงคืน ไม่มีเสียงพากย์มีแต่ซับไตเติล แม้กระนั้น ตัวละครและฉากแอ็คชั่นก็ยังกลายเป็นประเด็นฮอตและได้รับความนิยมโดยรู้จักจากปากต่อปาก แม้กระทั่งตอนนี้ ในแอปวิดีโอของเกาหลีอย่างเช่น “Watcher” และ “ลัฟเทล” อนิเมะเรื่องนี้ก็อยู่ในอันดับ 5% แรกของคอนเทนต์ยอดนิยมเสมอ และแน่นอนกลายเป็นคอนเทนต์ที่เอามาเล่นกันใน YouTube จำพวก “10 อันดับคนที่แข็งแกร่งที่สุดในดาบพิฆาตอสูร” “ข้อเท็จจริงที่เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับดาบพิฆาตอสูร” วันหนึ่งๆ มีคนอัปโหลดคอนเทนต์แบบนี้เป็นสิบ และแต่ละอันก็มียอดวิวหลักแสนถึงหลักล้าน (เดี๋ยวก่อนนะครับ เมืองไทยก็มี) มันดังขนาดว่าที่เกาหลีใต้นั่นแหละ เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว มีคนทำเกมมือถือเลียนแบบดาบพิฆาตอสูร ตั้งชื่อว่า “กระบี่สังหารอสูร” (คิซัตสึ โนะ เค็น 鬼殺の剣 ชื่อเกาหลี “คิซัล เอ กอม”) โดยเลียนแบบ “ดาบพิฆาตอสูร” ไปหมดทั้งชื่อเรื่อง ภาพประกอบ ไปจนถึงตัวละคร จนโดนแฟนๆ ดาบพิฆาตอสูรถล่มแหลก สุดท้ายเกมที่ว่าก็หายไปจากตลาดภายใน 6 วัน

อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับผู้เขียนคิดว่าคนที่เขาชอบดูอนิเมะกันอยู่แล้วหรือชอบการ์ตูนอยู่แล้วเขาก็เสพกันที่ผลงานจริงๆ โดยไม่ได้จะเอาเรื่องชาตินิยมมาเป็นประเด็น แต่มันก็มีเป็นคนบางกลุ่มบางจำพวกที่อยากจะปลุกปั่น อะไรๆ ก็เอามาเป็นเรื่องจับผิดหรือเชื่อมโยงกันได้หมด แต่ทุกวันนี้สถานการณ์ในเกาหลีใต้นี่ตั้งแต่มีประธานาธิบดีมุนเนี่ย ผู้เขียนรู้สึกว่าการแอนตี้ญี่ปุ่นค่อนข้างจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บอกตรงๆ ผู้เขียนไม่อยากให้มันมีกระแสแอนตี้หรือความคลั่งชาติแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศที่น่าจะเจริญแล้วอย่างเกาหลีใต้เลยนะครับ แต่ตัวผู้เขียนเองก็ไม่ได้อินกับอนิเมะเรื่องนี้สักเท่าไหร่นะครับ ขอตัวไปนั่งฟังเพลง Gurenge สักสี่ห้ารอบก่อนนะครับ เพลงเขาดีจริงๆ (ฮา)

สรุปเนื้อหาจาก yonhap news และ president
ผู้เขียน TU KeiZai-man