เมื่อสหรัฐฯ “ลูกพี่ใหญ่” อยากจะมาเป็นกาวประสานใจ เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น แต่ญี่ปุ่นบอกว่า “เรื่องนี้จะขอจัดการเอง”!!!

Last updated:

อย่างที่ผู้เขียนได้บอกเล่ามาแล้วว่าตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้-ญี่ปุ่นนั้นเลวลงอย่างมาก ตั้งแต่ประธานาธิบดีมุนแต่งตั้ง “คนแอนตี้ญี่ปุ่น” ให้เป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศญี่ปุ่น ไหนจะเรื่องปลุกผี “ผู้หญิงปลอบขวัญ” ขึ้นมาเป็นประเด็นอีก ไม่นับเรื่องบ้าจี้จำพวกต่างหูของทันจิโร่ที่อุตส่าห์เอาไปโยงกับลัทธิจักรวรรดินิยมแล้วก็ลามไปถึง Netflix ได้อีก แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป แล้วจะมีใครยื่นมือเข้ามารักษาความสัมพันธ์เกาหลีใต้-ญี่ปุ่นได้ แล้วถ้าเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นไม่จับมือเป็นพันธมิตรกันอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ขอเชิญอ่านครับ

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของสามประเทศได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ตามความประสงค์ของนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ในการนี้ รัฐบาลของประธานาธิบดีไบเดนคาดหวังว่าญี่ปุ่นจะยินดีให้ความร่วมมือด้านความมั่นคงในระดับไตรภาคีเพื่อการดำเนินนโยบายต่อเกาหลีเหนือ (ซึ่งเพื่อการนี้ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้จำเป็นจะต้อง “ร่วมมือกัน”)

ในเรื่องปัญหาเกาหลีเหนือนั้น รัฐบาลไบเดนได้ตัดสินใจ “ทวนกระแส” ไม่เอาแนวทางเดิมยุครัฐบาลโอบามา ที่เรียกว่า “ความอดทนเชิงกลยุทธ์” ที่ยอมให้เกาหลีเหนือพัฒนานิวเคลียร์และขีปนาวุธและยอมให้มีขีปนาวุธพิสัยใกล้และพิสัยกลางที่ยิงไปไม่ถึงแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งนายโมเตกิได้แสดงท่าที “สนับสนุน” เนื่องจากนายโมเตกิยึดมั่นในแนวคิดที่ว่า เกาหลีเหนือจะต้องถูกปลดนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ และไม่ยอมให้เกาหลีเหนือมีขีปนาวุธเลยไม่ว่าจะพิสัยใด

อย่างไรก็ดีเรื่องการที่สหรัฐฯ จะมาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้นั้นก็ยังกลายเป็นประเด็น เพราะตัวนายบลิงเคนเคยเป็นผู้นำในการเจรจาไตรภาคีระหว่างญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ ครั้งยังเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสมัยรัฐบาลโอบามา เป็นไปได้ว่าคราวนี้ญี่ปุ่นอาจ “ถูกบังคับให้ประนีประนอม” เพื่อประเด็นการเดินหน้าปลดนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

แต่อย่าลืมว่า ญี่ปุ่นไม่มีทางยอมถอยให้แก่เกาหลีใต้ในประเด็นที่ศาลแขวงกรุงโซลตัดสินคดี (เรื่องให้รัฐบาลญี่ปุ่นชดใช้เงินให้อดีตผู้หญิงปลอบขวัญ) เนื่องจากเรื่องนี้สำหรับญี่ปุ่นถือว่า “ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ” และขัดต่อข้อตกลงที่ญี่ปุ่นเคยมีมาแล้วต่อเกาหลีใต้เรื่องการจ่ายเงินชดเชยอดีตผู้หญิงปลอบขวัญ เรื่องนี้ นายโมเตกิได้ชิงตัดหน้าไปแล้วโดยเคยพูดกับนายบลิงเคนว่า “สามประเทศจะประสานกันเพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคง แต่เรื่องปัญหาที่ (ญี่ปุ่น) มีกับเกาหลีใต้นั้น ขอให้ญี่ปุ่นเป็นคนจัดการเอง”

ที่ผ่านมา นายโมเตกิไม่เคยแม้แต่จะคุยโทรศัพท์กับนายชอนอึยยอง รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้เลยด้วยซ้ำเพราะเห็นว่า “ขณะที่เกาหลีใต้ไม่ได้ชี้ว่าจะแก้ปัญหา (เรื่องนี้) อย่างไร จะให้รัฐมนตรีต่างประเทศมาคุยกันแต่เรื่องหลักการนั้นไม่มีประโยชน์” อย่างไรก็ดี หลังจากการประชุมรัฐมนตรีฯ สามประเทศ นายโมเตกิได้ยอมหารือกับนายชอนเป็นการต่างหากเพื่อรักษาหน้าของนายบลิงเคน

อันที่จริงแล้ว ตั้งแต่นายไบเดนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือไตรภาคีระหว่าง 3 ประเทศ ว่าจะต้อง “ร่วมกันตอบโต้ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือและจีน” แต่บอกตรงๆ ว่าหากสหรัฐฯ ไม่เป็นตัวตั้งตัวตีจัดการประชุมล่ะก็ รัฐมนตรีต่างประเทศของเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นคงไม่ได้คุยกัน

นายชอนอึยยอง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้นั้น หลังจากเข้ารับตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เคยพบปะเจรจากับนายบลิงเคน และก็นายหวังอี๋ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน และก็นายลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซียมาแล้ว แต่ไม่เคยคุยกับนายโมเตกิ!

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ มีการทำพิธีรำลึกเนื่องใน “วันทาเคชิมะ” ที่จังหวัดชิมาเนะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อตอกย้ำว่า “เกาะทาเคชิมะเป็นดินแดนของญี่ปุ่น” อีกทั้งกระทรวงศึกษาธิการฯ ของญี่ปุ่นก็ยังอนุมัติตำราเรียนวิชาสังคมศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายซึ่งมีข้อความว่าเกาะทาเคชิมะเป็นดินแดนของญี่ปุ่น เรื่องนี้เกาหลีใต้โกรธแค้นมาก

ที่สุดยอดไปกว่านั้นก็คือ นายคังชางอิล (ที่ว่าเป็นนักวิชาการสาย “แอนตี้ญี่ปุ่น”) เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่งได้รับการแต่งตั้งในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ล่วงมาถึงเดือนเมษายน ยังไม่ได้พบกับนายกฯ สุงะ และนายโมเตกิ รัฐมนตรีต่างประเทศ โดยนายโมเตกิให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าที่เขาไม่พบกับนายคังชางอิลนั้นเพราะว่ากำลัง “งานยุ่ง”

…เริ่มน่าคิดแล้วว่า เกาหลีใต้ไม่อยากคุยกับญี่ปุ่นหรือญี่ปุ่นไม่อยากคุยกับเกาหลีใต้กันแน่?

ผู้เชี่ยวชาญได้ชี้ให้เห็นว่า ญี่ปุ่นเห็นว่าตนเองไม่จำเป็นต้องญาติดีกับเกาหลีใต้ เพราะจากการที่สหรัฐฯ เดินตามแนวคิด Free and Open Indo-Pacific (น่านน้ำอินเดียแปซิฟิกเปิดเสรี) ทำให้ญี่ปุ่นสามารถอาศัยความร่วมมือด้านความมั่นคงของประเทศมหาอำนาจทั้ง 4 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย (กลุ่มพันธมิตรสกัดจีนที่เรียกว่า The QUAD) ได้ ซึ่งอาจเปรียบเปรยได้ว่า “ญี่ปุ่นใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากกว่าเกาหลีใต้”

ญี่ปุ่นมองว่าตัวเองไม่ต้องญาติกับเกาหลีใต้ แต่พี่ใหญ่อเมริกาคงไม่เห็นแบบนั้น เพราะภัยที่แท้มิได้จบแค่เกาหลีเหนือ เหนือกว่าเกาหลีเหนือคือพี่จีนผู้ซึ่งจะเป็นภัยต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในแถบนี้ เรามาดูกันต่อไปดีกว่าครับว่าญี่ปุ่นจะยึดมั่นในความคิดของตนต่อไป หรือพี่ใหญ่จะทำให้ญี่ปุ่นต้อง “ยอม” ได้ ดูกันต่อไปยาวๆ ครับ

สรุปเนื้อหาจาก Yahoo! Japan และ Sankei News