เมื่อญี่ปุ่นคิดจะผลิต “เนื้อสังเคราะห์” ไว้กินบนดาวอังคาร!?

วันที่เราอาจจะได้ซื้อเนื้อสังเคราะห์จากแผงในซูเปอร์มาร์เก็ตอาจอยู่ไม่ไกล

หลังจากที่ในบทความที่แล้วผู้เขียนได้กล่าวถึง “เนื้อเทียม” ที่ทำจากพืช (plant-based meat) ไปแล้ว ที่ว่านอกจาก Next Meats กำลังทำเนื้อเทียมจากพืช “สไตล์ญี่ปุ่น” ทั้งยากินิคุเนื้อเทียม กิวด้งเนื้อเทียม ออกมาขายแล้ว ยังมีการวิจัยเกี่ยวกับเนื้อสัตว์จากการเพาะเลี้ยงเซลล์ (cultured meat ซึ่งในที่นี้ขอเรียกสั้นๆ ว่า “เนื้อสังเคราะห์”) ซึ่งเอาเซลล์ของวัวหรือหมูมาเพาะให้ขยายตัวกลายเป็นก้อนเนื้อ (ว่ากันว่าเนื้อสังเคราะห์ของอิสราเอลนั้น เพาะเนื้อไก่หรือเนื้อแกะก็ได้ด้วย) เนื้อสังเคราะห์นั้นบางคนถึงกับเรียกว่า clean meat เพราะไม่ต้องฆ่าสัตว์เอาเนื้อมันมา เราลองมาดูกันว่า ญี่ปุ่นมีความเคลื่อนไหวในเรื่องเทคโนโลยี “การเพาะเนื้อ” กันอย่างไรบ้าง

ญี่ปุ่นมีการวิจัยเกี่ยวกับเนื้อสังเคราะห์ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 แต่เนื่องจากสมัยนั้นเทคโนโลยีชีวภาพยังไม่ก้าวหน้าจึงพัฒนาได้ช้า แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาด้วยการถือกำเนิดของ “MeatTech” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีชีวภาพกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนาการผลิตเนื้อเพาะเลี้ยงก็ก้าวไปอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในขณะที่เนื้อเทียมจากพืชถูกพัฒนาและขายเพื่อเป็นอาหารทางเลือก “เพื่อสุขภาพ” หรือ “รักษ์สัตว์” สำหรับผู้บริโภคที่เป็นมังสวิรัติ (vegetarian) หรือวีแกนเป็นหลัก ส่วนประเด็นเรื่องรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้นยังเป็นเรื่องรอง แต่การพัฒนาเนื้อสังเคราะห์นั้นเป็นเรื่องในสเกลใหญ่กว่านั้น คือเป็นเรื่องของ “ปัญหาวิกฤตอาหารโลก” พูดง่ายๆ ก็คือเรื่องอาหารจะไม่พอให้ชาวโลกบริโภคกันเลยทีเดียว

ทำไมต้องคิดประดิษฐ์เนื้อสังเคราะห์?

จากการประมาณการของ FAO (องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ) เมื่อปี พ.ศ. 2552 ว่า “หากเราไม่เพิ่มการผลิตเนื้อสัตว์ทั่วโลกให้ถึง 74% ภายในปี พ.ศ. 2593 เมื่อถึงวันที่ประชากรโลกคาดว่าจะมีถึง 9,100 ล้านคน เราอาจตกอยู่ในวิกฤตโปรตีนได้” คำนวณแล้วสรุปได้ว่าภายในปี พ.ศ. 2593 จะต้องเพิ่มปริมาณการผลิตเนื้อสัตว์ในโลกให้ได้ถึง 470 ล้านตัน!!! คือเพื่อขึ้นจากกำลังการผลิตที่เป็นอยู่ไปอีก 200 ล้านตัน

ปัญหาคือ ยิ่งผลิตเนื้อสัตว์มาก ยิ่งต้องใช้ธัญพืชและน้ำมากๆ เช่นการผลิตเนื้อวัว 1 กก. ต้องใช้ธัญพืชเลี้ยงสัตว์ถึง 10 กก. ฉะนั้นกว่าจะเลี้ยงวัวหนึ่งตัวให้หนักได้ที่ที่ 650 กิโลกรัม ต้องใช้ธัญพืชเลี้ยงสัตว์ 6.5 ตัน ฉะนั้นโลกมนุษย์จะต้องผลิตธัญพืชเลี้ยงสัตว์เพิ่มอีกเท่าไหร่ก็ขอท่านผู้อ่านลองบวกลบคูณหารกันเองนะครับ นั่นแหละครับคือเหตุผลหนึ่งที่ต้องคิดทำเนื้อสังเคราะห์ เพราะการพึ่งพาการผลิตเนื้อสัตว์ตามวิถีดั้งเดิม (คือการปศุสัตว์ เลี้ยงสัตว์มาเชือดเอาเนื้อ) ดูท่าจะไม่เวิร์คแล้วในโลกอนาคต เมื่อมองจากตรงนี้ การผลิตเนื้อสังเคราะห์จึงกลายเป็นทางออกเพื่อจะได้มั่นใจว่าต่อไปภายภาคหน้า มนุษย์โลกจะยังมีอาหารโปรตีนกิน

ในฝั่งตะวันตกเริ่มมีการเอาผลงาน “เนื้อสังเคราะห์” ที่ได้จากการทดลองออกมาแสดงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 โดยมีการจัดงานให้ชิมเนื้อแฮมเบอร์เกอร์ที่พัฒนาครั้งแรกในโลกโดยศาสตราจารย์ Mark Post จาก Maastricht University School of Medicine ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ และก็เริ่มมีผลงานอื่นๆ ออกมากันเรื่อยๆ เช่น Memphis Meats ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ American MeatTech ได้พัฒนามีทบอลเนื้อสังเคราะห์ที่แรกของโลกในปี พ.ศ. 2559 บริษัท Super Meat ของอิสราเอลได้พัฒนาเนื้อไก่สังเคราะห์เป็นที่แรกโลก และ Aleph Farms ก็เป็นผู้พัฒนาเนื้อสเต็กสังเคราะห์แห่งแรกในโลกในปี พ.ศ. 2562

ส่วนในญี่ปุ่นนั้น การพัฒนาเนื้อสังเคราะห์เกิดขึ้นโดยความร่วมมือของทีมวิจัยของโครงการ “Space Food X” ขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) Nissin Foods Holdings และสถาบันวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรมแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งโครงการ “Space Food X”  มีจุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาเนื้อสังเคราะห์ให้ผลิตได้ในสถานีอวกาศ ต่อไปอาจมีการสร้างโรงงานผลิตเนื้อสัตว์ที่สถานีอวกาศบนดวงจันทร์และดาวอังคารเลยก็ได้ (อีกหน่อยใครอยากจะไปขายอะไรบนดาวอังคารก็ได้ แต่คงขายหมูขายไก่ไม่ได้แล้วนะครับเพราะเขาผลิตเองกินเอง…หยอกๆ ครับ) ส่วนกลุ่มวิจัยร่วมของ Nissin Foods Holdings และสถาบันวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรมแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวก็พัฒนาเอ็นเนื้อ “สเต็กลูกเต๋า” สำเร็จเป็นที่แรกของโลกในปี พ.ศ. 2562

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มวิจัยร่วมของมหาวิทยาลัยการแพทย์สตรีแห่งโตเกียว มหาวิทยาลัยวาเซดะ และบริษัท IntegriCulture โดยร่วมมือกับบริษัท Euglena ซึ่งเป็นบริษัทด้านผลิตภัณฑ์อาหารสาหร่ายแปรรูปและ Nihon Kohden ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ โดยพัฒนา “การเพาะเลี้ยงเซลล์แบบ 3 มิติ” ด้วยใช้สารสกัดจากสาหร่ายเป็นอาหารเพาะเลี้ยง วิธีนี้จะช่วยให้สามารถผลิตเนื้อสัตว์ได้ในราคาไม่แพง ไม่ต้องใช้อาหารเลี้ยงเชื้อที่ใส่โกรทแฟคเตอร์ (growth factor) ที่มีราคาแพง

เนื้อเทียมที่ทำจากพืชไม่ใช่ทางออกหรือ?

อ่านมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า อ้าวแล้วถ้าเราช่วยกันกินเนื้อเทียมจากพืชกันมากๆ ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง ถ้าการบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลงก็จะมีการทำปศุสัตว์น้อยลง ใช้ธัญพีชและน้ำน้อยลง นี่ก็เป็นการ “รักษ์โลก” เหมือนกันไม่ใช่เหรอ? เนื้อเทียมที่ทำจากพืชนั้นส่วนประกอบหลักคือธัญพืช เช่น ถั่วเหลืองและข้าวสาลี และเปอร์เซ็นต์ของโปรตีนที่สกัดได้จากธัญพืชอยู่ที่ประมาณ 10% ฉะนั้นเราต้องใช้ธัญพืชประมาณ 100 กิโลกรัมเพื่อจะผลิตเนื้อเทียม 10 กิโลกรัม ฉะนั้นมันก็ต้องใช้ทรัพยากรมากๆ ไม่ได้ต่างจากปศุสัตว์

แต่การที่ตอนนี้เนื้อเทียมจากพืชออกสู่ตลาดได้แล้วก็เพราะว่า มันสามารถพัฒนาได้โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพที่มีอยู่แล้ว แต่ว่าเนื้อสังเคราะห์นั้นมีเทคนิคการเพาะเลี้ยงสองอย่างคือ “การเพาะเลี้ยงเซลล์เดี่ยว” กับ”การเพาะเลี้ยงเซลล์แบบ 3 มิติ” การเพาะเลี้ยงเซลล์เดี่ยวนั้นใช้เทคนิคระดับพื้นฐาน ดังนั้นจึงมีกลวิธีหลายอย่างและพัฒนาเนื้อสังเคราะห์ได้ง่าย แต่การเพาะเลี้ยงเซลล์แบบ 3 มิตินั้น เป็นเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงที่มุ่งสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างและหน้าที่ซับซ้อน เช่นผิวหนัง กล้ามเนื้อ และเส้นประสาท ด้วยเหตุนี้จึงมีความยากสูง แต่ในทางกลับกันก็สามารถสังเคราะห์เนื้อที่มีหลอดเลือด ไขมัน กล้ามเนื้อ ให้ละม้ายเนื้อส่วนสันคอ เนื้อซี่โครง หรือเนื้อสันใน (เทนเดอร์ลอยน์) ได้เลยทีเดียว

เนื้อสังเคราะห์นั้นผลิตได้ในสภาพแวดล้อมปิดเช่นคลีนรูม ไม่มีมูลสัตว์ ฉะนั้นจึงไม่มีแมลงและเชื้อโรค ผลิตในตึกสูง 10 ชั้นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ที่ดินขนาดใหญ่เช่นฟาร์มปศุสัตว์ (ที่ดินเท่ากันได้ผลผลิตมากกว่า)

และถ้าใช้สาหร่ายเป็นอาหารเลี้ยงเซลล์เพื่อเพาะเนื้อสังเคราะห์ได้ จะยิ่งเป็นการประกันว่าจะมีผลผลิตแน่นอน เพราะสาหร่ายปลูกได้ในน้ำ ไม่ต้องใช้ที่ดิน ถ้าปลูกถั่วเหลืองจะได้ผลผลิตแค่ 580 กก. ต่อเฮกตาร์ต่อปี แต่ถ้าปลูกสาหร่ายจะได้ผลผลิต 10 ตัน ต่อเฮกตาร์ต่อปี ทุกวันนี้ญี่ปุ่นต้องนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศ การปลูกสาหร่ายเพื่อเพาะเนื้อสังเคราะห์จะเหมาะสมกับประเทศญี่ปุ่นมากกว่า

การผลิตเนื้อสังเคราะห์กับอุตสาหกรรมปศุสัตว์จะอยู่ร่วมกันได้หรือไม่?

อาจจะมีหลายคนคิดว่า ถ้าการผลิตเนื้อสังเคราะห์กลายเป็นกระแสหลัก สามารถทำเป็นสินค้าออกขายในท้องตลาดแข่งกับเนื้อสัตว์ที่เรากินอยู่ทุกวันนี้ (ที่มาจากการปศุสัตว์) มันจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อการปศุสัตว์ ต่อวิถีแห่งการผลิตเนื้อสัตว์ที่มีอยู่ดั้งเดิมหรือไม่? หากเรามองจาก ณ ปัจจุบันนี้ ซึ่งเนื้อเทียมจากพืชก็ออกมาขายในท้องตลาดแล้วละก็ เนื้อเทียมจากพืชก็เป็นแค่ “อาหารทางเลือก” อย่างหนึ่ง ไม่ใช่อะไรที่จะแทนที่เนื้อสัตว์จริงๆ ได้ แล้วเนื้อสังเคราะห์ล่ะ? คำถามก็คือเนื้อสังเคราะห์ที่ถ้าจะออกมาสู่ท้องตลาดได้จริง มันดีเท่าเนื้อสัตว์จริงๆ หรือเปล่า? สุดท้ายมันจะอยู่ที่ว่าผู้บริโภคเลือกซื้ออะไรกิน มันก็อาจจะกลายเป็นแค่อาหารทางเลือกอีกอย่างเท่านั้นเอง และการที่เนื้อสัตว์จริงๆ ที่ได้จากการปศุสัตว์นั้น “มีคู่แข่ง” ก็อาจเป็นตัวกระตุ้นให้มีการพัฒนาคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มก็ได้ (เช่น ความหายาก มีราคา หรืออะไรพิเศษที่เนื้อสังเคราะห์ (ยัง) เลียนแบบไม่ได้)

เป็นอย่างไรบ้างครับกับเรื่องของการวิจัยเนื้อสังเคราะห์ของญี่ปุ่น อ่านดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ใช่ไหมครับ? แต่ล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีข่าวออกมาแล้วว่าที่สิงคโปร์อนุญาตให้มีการจำหน่าย “เนื้อไก่สังเคราะห์” แล้วในรูปของนักเก็ตไก่ ขอให้เจริญอาหารนะครับ

สรุปเนื้อหาจาก mimir-inc
ผู้เขียน TU KeiZai-man