ผลการวิจัย ”เทคโนโลยีแก้ไขความชรา” ของญี่ปุ่น vs ของไทย “แก้ไขความชรา” เพื่อคน หรือเพื่อโลก?

ข่าวผลการวิจัยล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2564 กลุ่มนักวิจัยของมหาวิทยาลัยโตเกียวประสบความสำเร็จในการทดลองในหนูทดลอง ในปรับปรุงการทำงานของร่างกายโดยการฆ่า “เซลล์ชรา” (老化細胞 senescence cell) ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของความเสื่อมของร่างกายตามอายุที่เพิ่มขึ้นและความเจ็บป่วย

งานวิจัยดังกล่าวซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มของศาสตราจารย์นากานิชิ มาโคโตะ แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์มหาวิทยาลัยโตเกียว ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ของอเมริกา “Science”

“เซลล์ชรา” หมายถึง เซลล์ที่ไม่สามารถแบ่งเซลล์เนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้น และเริ่มไม่สามารถทำงานตามปกติ ซึ่งทำให้สมรรถนะของร่างกายลดลงและนำมาซึ่งความเจ็บป่วย

กลุ่มวิจัยของศาสตราจารย์นากานิชิพบว่า “เซลล์ชรา” จะตายเมื่อโปรตีนที่เรียกว่า “GLS1” หยุดทำงาน และได้ทดลองให้ยาเพื่อหยุดการทำงานของโปรตีนดังกล่าวในหนูชรา

จากผลดังกล่าว เป็นที่ยืนยันได้ว่า “เซลล์ชรา” ของหนูทดลองจะตายหลังให้ยา และพบว่าอาการป่วยต่างๆ เช่นค่าน้ำตาลในเลือดผิดปกติและภาวะเส้นเลือดอุดตันนของหนูทดลองดีขึ้น

โดยทดสอบให้หนูทดลองโหนไม้พลอง ดูว่าจะโหนอยู่ได้นานแค่ไหนนั้น

หนูวัยรุ่น ได้ประมาณ 200 วินาที
หนูชรา ได้แค่ประมาณ 30 วินาที
แต่หนูชรา พอให้ยาแล้ว ได้ถึงประมาณ 100 วินาที

ศาสตราจารย์นากานิชิกล่าวว่า “มีความเป็นไปได้ที่ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้นจะถูกขจัดให้หมดไป และสามารถยืดระยะเวลาที่มีสุขภาพดีออกไปได้อีก เนื่องจากยังมีสิ่งที่ไม่รู้เกี่ยวกับกลไกของความชราอยู่อีกมาก เราจึงต้องทำการศึกษาต่อไปและมุ่งเป้าไปที่การทดลองในมนุษย์”

ดูเหมือนประเด็นเรื่องการแก้ไขความชรานั้น เป็นประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกพยายามวิจัย ที่จริงแล้วก่อนหน้าที่นักวิจัยของมหาวิทยาลัยโตเกียวจะประกาศผลการวิจัยนี้ไม่นาน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา หน่วยงานของไทยเรา คือ สวทช. ก็มีการประกาศผลการวิจัยเรื่องยาแก้ไขความชรา (Rejuvenating Drug) เหมือนกัน ซึ่งยาดังกล่าวที่เรียกว่า REDGEMs วิจัยโดย ศ.ดร.นพ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร (คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

สิ่งที่น่าสนใจคือ “ยาแก้ไขความชรา” ของไทยอยู่บนพื้นฐานแนวคิดที่ดูจะ “ตรงข้าม” กับของญี่ปุ่น คืออยู่บนพื้นฐานที่ว่า ความชราเกิดจากการลดลงของข้อต่อดีเอ็นเอในเซลล์ชรา ซึ่งทำให้รอยโรคของดีเอ็นเอเพิ่มขึ้น จึงคิดยาตัวนี้ขึ้นมาเพื่อเข้าไป “เสริม” เพิ่มข้อต่อดีเอ็นเอในเซลล์ เพื่อให้เซลล์กลับมามีรูปร่างและทำงานได้เหมือนเซลล์ปกติ ผลที่ได้ในหนูทดลองคือเซลล์ที่ชราแล้วกลับมามีรูปร่างและการทำงานเหมือนเซลล์ปกติ  แผลไฟไหม้ในหนูทดลองหายเร็วขึ้น ไขมันลงพุงลดลง หนูชรามีความจำดีขึ้น และคล่องแคล่วว่องไวพอๆ กับหนูวัยรุ่น และแน่นอน ยาตัวนี้กำลังเตรียมการทำในทดลองในมนุษย์ด้วย โดยหวังผลที่จะผลิตออกมาในเชิงพานิชย์ พูดง่ายๆ คือทำออกมาขายเลยทีเดียว

เมื่อเราย้อนกลับมาถึงคิดถึงคำว่า “อายุวัฒนะ” “ไม่แก่ไม่ตาย” เราอาจนึกไปถึงเรื่องของจิ๋นซีฮ่องเต้ที่ว่าใช้คนออกไปหายาอายุวัฒนะ บ้างก็ว่าสวรรคตเพราะเสวยยาที่ผสมปรอทโดยคิดไปเองว่าปรอทเป็นโลหะที่ไหลได้แสดงว่าต้องมีฤทธิ์วิเศษ เราอาจจะมองว่าความไม่อยากแก่ไม่อยากตายเป็นเพียงตัณหาส่วนบุคคลของผู้มีอำนาจวาสนาบางคนเท่านั้น ส่วนเราชาวบ้านธรรมดาก็ถูกศาสนาทั้งหลายสอนให้ยอมรับความแก่ ความเสื่อมถอยของร่างกาย แม้กระทั่งความตาย ว่าเป็นเรื่องธรรมชาติธรรมดา บางศาสนาให้ความหวังปลอบใจในรูปของชีวิตที่มีสุขในโลกหน้า ในสวรรค์ด้วยซ้ำ เหมือนรู้ดีว่าพูดยังไงคนมันก็กลัวตายอยู่ดี เพราะคนเรากลัวตายจึงคิดทำสิ่งต่างๆ เพื่อยืดเวลาที่ความแก่จะมาเยือน ทำตัวให้แข็งแรงนานที่สุดในขอบเขตที่ “ปัจเจกบุคคล” ทำให้แก่ตัวเองได้ โยคะ วิชาลมปราณ ฟิตเนส อาหารชีวจิต ฯลฯ เหล่านี้คือความพยายามที่ดิ้นรนชะลอความแก่ในขอบเขตของ “ปัจเจกบุคคล”

แต่การคิดค้นเทคโนโลยีแก้ไขความชราในยุคศตวรรตที่ 21 นี้ มันไม่ใช่เรื่องที่มาจากแค่ความไม่อยากแก่ไม่อยากตายในระดับปัจเจกบุคคล!!! เพราะการที่หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานวิจัย จะมาคิดวิจัยเรื่องนี้ มันคือของที่ต้องใช้เงิน ใช้เวลา ใช้แรงงานใช้สมองมาก ถึงจะมีเรื่องของการทำให้เป็นการค้าเพื่อหากำไร แต่นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปในโลกยุคทุนนิยม สิ่งสำคัญคือแรงจูงใจ แรงผลักดันที่ว่า ทำไมต้องสนับสนุน ออกเงินทุนให้ทำวิจัยเรื่องนี้มากกว่า

ก็เพราะว่า มันไม่ใช่ปัญหาในระดับปัจเจกบุคคล แต่เป็นปัญหาในระดับประเทศชาติ หรืออาจจะเป็นปัญหาของโลกนะสิ!!!

ตั้งแต่โลกเราเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม โครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนไปตามวิถีแห่งการผลิต วิถีเศรษฐกิจ ล้วนไม่เอื้อให้คนเราผลิตลูกกันเลย พูดง่ายๆ คือไม่อำนวยให้เกิดการผลิตประชากรใหม่ แรงงานใหม่ ผู้บริโภคใหม่ที่จะมาแทนที่แรงงานเดิม ผู้บริโภคเดิมที่จะล้มหายตายจากไป การเป็นครอบครัวเดี่ยวที่มีแต่พ่อกับแม่ หรือดีไม่ดีมีเหลือแต่พ่อหรือแม่ ทำให้ขาดคนช่วยเลี้ยงดูลูก การทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ต้องการแรงงานคนเท่ากับภาคเกษตร ทำให้การผลิตลูกมากๆ มาเป็นแรงงานในไร่นาหมดความหมาย และลูกมนุษย์ก็ไม่เหมือนลูกหมาลูกแมวที่ออกจากท้องแม่แล้วแทบจะเดินได้เลยสักนิด ลูกมนุษย์กว่าจะช่วยตัวเองได้ ทำมาหากินเองได้ต้องใช้เวลาเป็นสิบปี และยิ่งนานวันต้นทุนการเลี้ยงดูลูกยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้นๆ ในภาพรวมเราจึงผลิตประชากรใหม่ได้น้อยลงๆ และกลายเป็นว่าสังคมโลกเราก็มีแต่คนชรามากขึ้นๆ ซึ่งในแง่เศรษฐศาสตร์ประชากร คนชราก็คือคนที่ต้องเสียเงินเลี้ยงดูโดยที่ไม่ได้สร้างผลผลิตอะไรได้ ฉะนั้นในสภาพเงื่อนไขอย่างนี้ “การทำคนที่สร้างผลผลิตไม่ได้และเป็นภาระ ให้กลายเป็นคนที่สร้างผลผลิตได้และไม่เป็นภาระ” (แข็งแรง ทำงานได้ ไม่มีโรค) มันอาจเป็นหนทางในการยับยั้งปัญหาในเชิงเศรษฐศาสตร์ประชากรก็ได้

แต่ถ้าเรามีเทคโนโลยีพวกนี้จริงๆ และโลกเราชาวโลกก็ไม่ต้องกลัวแก่ (โดยการกินยาหรือเข้ารับการบำบัดเพื่อหยุดความแก่) โลกเราจะเป็นยังไงหนอ? จะกลายเป็นโลกที่มนุษย์ถูกจับใส่รหัสเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิต และต้องขวนขวายทำงานหา “เวลา” มาใส่ข้อมือเราเพื่อให้เรามีชีวิตและมี “เวลา” เอาไปซื้อของกินยาไส้หรือเอาไปเป็นค่ารถเมล์เหมือนในหนังเรื่อง INTIME ล่าเวลาสุดนรก หรือเปล่า? หรือเราจะมาถึงจุดที่เป็นสังคมที่ “ไม่ต้องการเด็ก” อีกต่อไปเหมือนในการ์ตูนเรื่อง GUNNM: last order ไหม? คิดแล้วน่าขนลุก แต่เมื่อคิดว่า “จริยธรรม” คือการตัดสินว่าอะไรดีเลวถูกผิดนั้น ล้วนมาจากเงื่อนไขทางสังคมในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ก็อาจเป็นเรื่องที่คนในยุคนั้น คงจะต้องทำใจและยอมรับกระมัง

ที่ผู้เขียนว่ามาคงยังไม่เกิดอย่างน้อยในชั่วอายุคนของเราหรอกครับ สุดท้ายนี้ขอฝากความปรารถนาดีแก่ท่านผู้อ่านว่า อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ สวัสดีครับ

สรุปเนื้อหาจาก NHK และ สวทช.
ผู้เขียน TU KeiZai-man