SMART FACTORY แนวคิดใหม่เพื่อ “ลดความหนาแน่นในโรงงาน” ยุคโควิด

ในยุคโควิด ชีวิตที่ต้อง “ลดการสัมผัส” หลีกเลี่ยงการให้คนมาอยู่รวมกันเยอะๆ เพื่อควบคุมการระบาดของโรคนั้น นอกจากการพยายามเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้กับการเรียนออนไลน์ (ไม่ให้เด็กมาชุมนุมกันในโรงเรียน) หรือการ WFH (ไม่ให้มนุษย์ออฟฟิศมาชุมนุมกันในออฟฟิศ) แล้ว อีกสถานที่ทำงานหนึ่งซึ่งในเมืองไทยกำลังเป็นปัญหาเลยก็คือการแพร่ระบาดของโรคโควิดตามนิคมอุตสาหกรรม เพราะ “โรงงาน” นี่แหละเป็นที่ชุมนุมคนหมู่มากยิ่งกว่าออฟฟิศอีก แน่นอนญี่ปุ่นในฐานะประเทศชอบคิดนวัตกรรม จะมีไอเดียอะไรมาแก้ปัญหาตรงนี้ ตามไปดูกันเลยครับ

แนวคิด SMART FACTORY

อย่างแรกที่จะพูดถึงก็คือ ญี่ปุ่นทุกวันนี้มีแนวคิดเรื่อง local 5G แล้ว local 5G คือการที่การให้บริการ 5G ไม่ต้องพึ่งพาแต่เจ้าโพรไวเดอร์มือถืออย่างเดียว แต่ให้กิจการห้างร้านในท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้นๆ เป็นคนนำเอาโครงสร้างโทรคมนาคมไร้สายพวกนี้เข้ามาให้บริการด้วย ซึ่งญี่ปุ่นทำแบบนี้มาได้ปีหนึ่งแล้ว (ว้าว เมืองไทยยังมีแค่ไวไฟฟรีตามโรงพยาบาลอยู่เลยอ่า)

การมี 5G ใช้ได้มากขึ้นแบบไม่ต้องง้อแต่โพรไวเดอร์นี่ล่ะครับ ที่จะเป็นประโยชน์แก่กิจการในท้องถิ่น เมื่อบวกกับการใช้ AI และ IoT (Internet of Things พูดแบบบ้านๆ คือการที่สิ่งของทุกอย่างในชีวิตตั้งแต่มือถือ รถยนต์ แอร์ ทีวี ส่งข้อมูลหากันทางอินเตอร์เน็ตได้แบบที่เราไม่ต้องเสียเวลา “ป้อนข้อมูล” ซึ่งทำให้เราสามารถ “สั่ง” มันได้) อะไรๆ รอบตัวเราก็เริ่มจะ smart คือรู้จักคิดทำตามเหมาะสมได้โดยที่เราไม่ต้องไปคอยกดปุ่มเอาทุกอย่าง เช่น smart home ที่เปิดปิดไฟเองได้เวลาคนอยู่หรือไม่อยู่บ้าน

smart home ยังมีได้ smart factory ก็ต้องมีได้เหมือนกันครับ

ภาวะโควิดทำให้หลายโรงงานต้องคิดว่าจะเดินกิจการผลิตสินค้ากันได้อย่างไรโดยที่ยังหลีกเลี่ยงการเอาคนงานเข้ามาชุมนุมกันเยอะๆ ทางออกก็คือการนำเอาระบบอัตโนมัติเข้ามาในโรงงาน ซึ่งไม่ใช้แค่ว่าประหยัดแรงงาน หรือประหยัดทรัพยากรเท่านั้น แต่ต้องสามารถ “คิดทำตามเหมาะสม” ได้ด้วย ฉะนั้นมันไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องจักรแต่เป็นเรื่องที่ต้องพึ่ง AI และ IoT

นวัตกรรมอีกอย่างหนึ่งที่อาจช่วยให้ smart factory เป็นจริงได้ก็คือ smart glass (แว่นอัจฉริยะ) แน่นอน “งานระดับปฏิบัติการ” (operations) เราอาจใช้หุ่นยนต์แทนคนงาน (operators) ได้ แต่การตัดสินใจ (decision making) ในการดำเนินกิจกรรมการผลิต โดยเฉพาะการตัดสินใจเวลาเกิดปัญหา (เช่นเกิดงานเสียเยอะๆ อะไรพวกนี้) การคิดหาสาเหตุหาวิธีแก้ไขก็ยังต้องใช้คนเป็นผู้คิด (เช่น ผู้จัดการฝ่ายผลิต ผู้จัดการโรงงาน เป็นต้น) แต่ในยุคที่ผู้จัดการเองก็อาจไม่ค่อยอยากเข้าไปในโรงงานเท่าไหร่ (เพราะกลัวโควิด) ล่ะ? “แว่นอัจฉริยะ” ที่สามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้อาจเป็นทางออกในการ “ดู” และ “สั่งงาน” โดยไม่ต้องเอาตัวเดินเข้าไปจริงๆ

ดูเหมือนว่าจากนี้ไป “โควิด” จะกลายเป็นตัวเร่งให้มีการเอาเทคโนโลยีต่างๆ ที่ผูกกับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต AI และ IoT เข้ามาใช้แทนการทำงานด้วยแรงกาย สองมือและหนึ่งหัวสมองคิดขึ้นทุกทีๆ ในด้านหนึ่งก็ชวนให้นึกถึงตัวเอกในการ์ตูนเรื่อง Goku Midnight Eye ที่มีดวงตาข้างหนึ่งเป็น “คอมพิวเตอร์” สามารถเชื่อมต่อเพื่อดึงเอาข้อมูลและ “สั่ง” อุปกรณ์อะไรก็ได้ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ฐานข้อมูลอาวุธทั่วโลก รถแบ็กโฮ ยันดาวเทียม! แถมมีอยู่ตอนหนึ่งที่พระเอกดอดเข้าไปในโรงงานรถยนต์เพื่อ “สั่ง” ให้โรงงานนั้นผลิตรถรุ่นพิเศษติด “ขีปนาวุธล่องหน” ก็ได้ด้วยสิเอ้า (เพราะโรงงานนั้นเป็น “โรงงานอัตโนมัติ” สั่งการด้วยคอมพิวเตอร์และทำงานด้วยหุ่นยนต์ 100% ต้องยอมรับไอเดียของคนเขียน คือ Terasawa Buichi จริงๆ ว่าจินตนาการล้ำสุดๆ ยุคที่เขียนการ์ตูนเรื่องนี้ออกมาโลกเรายังไม่มีอินเตอร์เน็ตนะครับท่านผู้อ่าน!) ยอมรับว่าญี่ปุ่นนี่สุดจริง อะไรที่เขาเคยจินตนาการในการ์ตูนเขาก็พยายามทำออกมาให้เป็นจริงมีจริงได้

Goku Midnight Eye เรื่องนี้ถูกทำเป็นอนิเมะเมื่อปี 1989 แต่ไอเดียเรื่องดวงตาคอมพิวเตอร์ที่เข้าไปเอาข้อมูลและสั่งอุปกรณ์ต่างๆ ได้นี่มันล้ำหน้าไปสามสิบปีเลยทีเดียว

แต่พอคิดอีกที ชักเริ่มหวั่นใจแล้วสิว่าโลกเราต่อไปข้างหน้าจะเหมือนในเรื่อง The Matrix หรือ Terminator หรือเปล่า เพราะถ้าอีกหน่อยทุกอย่างเราให้คอมพิวเตอร์คิดและทำให้ทั้งหมด เราแค่นอนรอรับ “ผลลัพธ์” เท่านั้น แล้วมนุษย์ที่เป็น “แรงงาน” จะมีไว้ทำไม! ขอจบคำเพ้อๆ ของผู้เขียนแต่เพียงเท่านี้ครับ

สรุปเนื้อหาจาก ichiyoshi